หุ้นของ SoftBank Group คือศูนย์กลางแรงโน้มถ่วงที่ขับเคลื่อนนิกเคอิในระลอกนี้ หุ้นพุ่งไปแล้วกว่า 16% ในวันที่ 7 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันแรกที่ตลาดเปิดทำการหลังหยุดยาวโกลเด้นวีค ตามด้วยการทะยานขึ้นอีก 20% ในวันเดียวเมื่อ 21 พฤษภาคม จากรายงานว่า OpenAI กำลังเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
และยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น หุ้นยังบวกเพิ่มอีกเกือบ 12% ในวันที่ 22 พฤษภาคม
ณ จุดนั้น กระแสเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติก็ไหลเข้าสู่ตลาดโตเกียวอย่างหนัก โดยมองว่าที่นี่คือศูนย์กลางตลาด AI แห่งใหม่ที่สำคัญ
ภาพทั้งหมดนี้ถูกตอกย้ำด้วยผลกำไรรายไตรมาสที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของ SoftBank ด้วยตัวเลขราว 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่าสามเท่าจากปีก่อนหน้า โดยมีแรงหนุนหลักจากกำไรทางบัญชีที่ยังไม่เป็นตัวเงิน (Unrealized Gains) จากการที่มูลค่า OpenAI ซึ่ง SoftBank ถือหุ้นใหญ่อยู่นั้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ตัวเลขนี้ทำให้เรื่องเล่าแห่งความสำเร็จด้าน AI จับต้องได้จริง และตอกย้ำความเชื่อมั่นว่า SoftBank ได้วางตำแหน่งตัวเองไว้อย่างถูกที่ถูกเวลาที่สุดแล้วในการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งสำคัญที่สุดของยุคนี้
ความสัมพันธ์ระหว่าง SoftBank กับ OpenAI พัฒนาจากการเป็นนักลงทุนตามโอกาส กลายเป็นพันธะสัญญาเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดของกลุ่ม SoftBank เป็นผู้นำในการจัดหาเงินทุนหลายรอบ และจากข้อมูลการวิจัยของ Jefferies ระบุว่า SoftBank เป็นผู้ให้เงินทุนมากถึงประมาณ 85% ในรอบการระดมทุนครั้งหลังๆ ของ OpenAI ซึ่งช่วยดันมูลค่าบริษัทสตาร์ทอัปรายนี้จาก 150,000 ล้านดอลลาร์ให้ทะยานขึ้นไปแตะ 840,000 ล้านดอลลาร์ และยังมีแผนจะอัดฉีดเงินเพิ่มอีก 30,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026
บนหน้ากระดาษ การเดิมพันนี้ทำกำไรได้อย่างมหาศาล แต่ขนาดของการพุ่งเข้าใส่ครั้งนี้ ทำให้นักวิเคราะห์เริ่มมองว่า SoftBank กำลังกลายเป็น 'หุ้นแทน OpenAI' ที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งยิ่งเพิ่มความเสี่ยงจากการกระจุกตัวมากขึ้นทุกครั้งที่มีการอัดฉีดเงินเพิ่ม นักวิจารณ์ตั้งข้อสังเกตว่า แผนการใช้จ่ายอันมหึมานี้ เป็นแผนการที่ทะเยอทะยานที่สุดของ SoftBank นับตั้งแต่การตั้งกองทุน Vision Fund มูลค่า 100,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2017 และ 2019
ตัวเลขที่ไม่ลงรอยกันยิ่งน่าอึดอัดใจ David Gibson นักวิเคราะห์จาก MST Financial ประเมินว่า SoftBank มีพันธะการลงทุนแล้วถึงประมาณ 113,000 ล้านดอลลาร์ แต่มีศักยภาพในการจัดหาเงินทุนเพียง 58,500 ล้านดอลลาร์เท่านั้น ช่องว่างนี้ก่อให้เกิดคำถามที่ไม่สบายใจนักว่า กลุ่มบริษัทจะแบกรับภาระหนี้เพิ่มขึ้นได้อีกมากน้อยเพียงใด ก่อนที่ตัวชี้วัดทางการเงิน โดยเฉพาะด้านเครดิต จะเสื่อมถอยลงอย่างรุนแรง
ในขณะที่ตลาดกำลังเฉลิมฉลองกับกระแส AI นักวิเคราะห์ด้านสินเชื่อและนักวิจัยหุ้นกลับออกมาแสดงความกังวลที่หนักแน่นขึ้นเป็นลำดับ
ในเดือนมีนาคม 2026 S&P Global Ratings ได้ปรับลดมุมมองด้านเครดิต (Credit Outlook) ของ SoftBank Group จาก 'มีเสถียรภาพ' (Stable) ลงเป็น 'เชิงลบ' (Negative) โดยคงอันดับความน่าเชื่อถือผู้ออกตราสารระยะยาว (Long-term Issuer Credit Rating) ไว้ที่ BB+ หน่วยงานระบุอย่างชัดเจนว่า OpenAI คือหนึ่งในการลงทุนของ SoftBank ที่มีคุณภาพด้านสินเชื่อ 'อ่อนแอที่สุด' (Weakest) S&P เตือนว่าแผนการลงทุนเพิ่มอีก 30,000 ล้านดอลลาร์ใน OpenAI อาจส่งผลเสียต่อสภาพคล่องของกลุ่มและคุณภาพเครดิตของสินทรัพย์ เพราะการลงทุนด้าน AI ของ SoftBank ส่วนใหญ่อยู่ในรูปของสตาร์ทอัพและบริษัทเอกชนที่ต้องเผชิญความเสี่ยงด้านนวัตกรรมและการแข่งขันที่รุนแรงอย่างมีนัยสำคัญ
ต่อมาไม่นาน Jefferies ก็ปรับลดคำแนะนำหุ้น SoftBank ลงสู่ระดับ 'Underperform' (คาดว่าจะให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาด) โดยอ้างถึงความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของการลงทุน ภาระหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น และความกังวลเรื่องความโปร่งใสในการประเมินมูลค่า Jefferies ชี้ว่า การที่ SoftBank เป็นแหล่งเงินทุนหลักในรอบระดมทุนของ OpenAI หลายต่อหลายครั้ง อาจทำให้การรายงานมูลค่าบริษัทสูงเกินจริง และส่งผลให้มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (Net Asset Value) ของ SoftBank สูงเกินจริงตามไปด้วย นอกจากนี้ รายจ่ายระหว่าง 'กิจการที่เกี่ยวข้องกัน' (Related-party payments) ซึ่งประเมินไว้ที่ปีละ 3,000 ล้านดอลลาร์สำหรับ OpenAI และ 200 ล้านดอลลาร์สำหรับ Arm ได้สร้างสิ่งที่ Jefferies บรรยายว่าเป็น 'วงจรการประเมินมูลค่าที่เสริมแรงกันเอง' (Self-reinforcing Valuation Loop) ซึ่งอาจไม่ยั่งยืน
บางทีความกังวลที่เป็นพื้นฐานที่สุดก็คือ ตำแหน่งของ OpenAI ในตลาดไม่ได้แข็งแกร่งแบบไร้คู่แข่งอีกต่อไปแล้ว บรรดาคู่แข่งสำคัญไม่ว่าจะเป็น Anthropic (Claude), Google (Gemini) และโมเดล AI จากจีนที่ระดมทุนมาอย่างหนาแน่น ต่างพัฒนาไล่ตามมาอย่างรวดเร็วและมีส่วนแบ่งตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ OpenAI ขาดทุนถึง 12,000 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2025
ในขณะที่ต้นทุนการฝึกฝนและรันโมเดล AI ล้ำสมัยยังคงพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ความได้เปรียบที่เคยมีอย่างท่วมท้นจนสามารถตั้งราคาหรือมูลค่าที่สูงลิบลิ่วได้นั้นกำลังถูกกัดกร่อนลงทุกขณะ สิ่งนี้ทำให้การเดิมพันแบบหมดหน้าตักของ SoftBank ผูกติดแน่นยิ่งขึ้นกับมหากาพย์สงครามราคาและเทคโนโลยีที่ไร้ซึ่งเส้นชัยที่ชัดเจน
การเดินทางของนิกเคอิจนทะลุ 65,000 จุด คือหลักชัยสำคัญที่เกิดขึ้นจริง จากตัวเร่งปฏิกิริยาที่จับต้องได้ ทั้งความหวังสันติภาพ มหาอุตสาหกรรมใหม่ของเซมิคอนดักเตอร์ และกำไรอันน่าทึ่งจากการเดิมพัน AI ของ SoftBank
แต่การกระจุกตัวที่ทำให้การพุ่งขึ้นเป็นไปได้ ก็คือความเสี่ยงขาลงที่รุนแรงที่สุดของตลาดในเวลานี้เช่นกัน
หากความรู้สึกของตลาดที่มีต่อ AI เปลี่ยนทิศทาง หากการระดมทุนรอบต่อไปของ OpenAI ในโลกความเป็นจริงไม่สามารถยืนยันมูลค่า 840,000 ล้านดอลลาร์ได้ หรือหากตลาดสินเชื่อตึงตัวขึ้นในขณะที่ SoftBank ยังต้องดิ้นรนหาเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์มาจ่ายตามภาระผูกพัน การเทขายเพื่อหนีตายอาจเกิดขึ้นอย่างรุนแรงรวดเร็ว
การปรับลดคำแนะนำของ Jefferies บ่งชี้ความเสี่ยงขาลงประมาณ 19% โดยขึ้นอยู่กับว่ารอบระดมทุนครั้งต่อไปของ OpenAI นั้นจะออกมาเป็นรูปธรรมได้มากน้อยเพียงใด การที่ตลาดกำหนดอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E Ratio) ให้กับ SoftBank ที่ 6.62 เท่านั้น สะท้อนความกังขาอย่างสูงต่อความยั่งยืนของมูลค่าสินทรัพย์ที่อาจถูกทำให้สูงเกินจริง
ในตอนนี้ กระแส AI ยังคงพัดพาทุกอย่างไปข้างหน้าได้ แต่เสียงประสานแห่งคำเตือนจากนักวิเคราะห์ก็ดังขึ้นเรื่อยๆ ว่า สิ่งที่เคยส่งนิกเคอิทะยานขึ้นไปแตะ 65,000 จุด ภายใต้เงื่อนไขที่ต่างออกไป ก็อาจเป็นสิ่งเดียวกันนั้นเองที่จะฉุดทุกอย่างให้ดิ่งลงเหว
Comments
0 comments