Xavveo ก่อตั้งขึ้นในปี 2023 โดย ดร. Sven Otte ซึ่งดำรงตำแหน่งซีอีโอ ดร. Stefan Meister ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี และ ดร. Ulrich Keil รองประธานฝ่ายวิศวกรรม ทั้งหมดมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมโฟโตนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ โดย Otte และ Meister เคยเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Sicoya ส่วน Keil เป็นอดีตผู้เชี่ยวชาญจาก Intel
เทคโนโลยีของบริษัทเริ่มต้นจากโจทย์ด้านการรับรู้สภาพแวดล้อมสำหรับรถยนต์ไร้คนขับ ก่อนขยายไปสู่งานด้านการป้องกันประเทศ การรักษาความปลอดภัยโครงสร้างพื้นฐาน และระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ หรือ C-UAV
ในช่วงปลายปี 2024 Xavveo ระดมทุน Seed ได้ 8.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมี Vsquared Ventures และ imec.xpand เป็นผู้ร่วมเป็นผู้นำการลงทุน นอกจากนี้ กรุงเบอร์ลินยังยกย่องบริษัทให้เป็นหนึ่งใน Deep Tech Star ประจำปี 2026 ในสาขา Quantum Technologies, Photonics & Microelectronics
จุดเปลี่ยนสำคัญของ Xavveo คือการนำสัญญาณเรดาร์ไปส่งผ่านใยแก้วนำแสงด้วยชิปซิลิคอนโฟโตนิกส์แบบโมโนลิทิก แทนการส่งผ่านสายทองแดงแบบเดิม
แนวทางนี้ทำให้ระบบมีคุณสมบัติสำคัญหลายประการพร้อมกัน
การแยกส่วนรับสัญญาณออกจากการประมวลผลหนักยังทำให้เซนเซอร์แต่ละจุดมีขนาดเล็ก ประหยัดพลังงาน และติดตั้งได้ง่ายขึ้น
ระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบเดิมมักตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าเป้าหมายคือเครื่องบินขนาดใหญ่หรือขีปนาวุธที่บินเร็วและอยู่ในระดับสูง แต่การใช้งานโดรนในสนามรบสมัยใหม่กำลังทำให้สมมติฐานนี้ไม่เพียงพอ ศัตรูสามารถใช้โดรนขนาดเล็กจำนวนมากบินต่ำเข้าใกล้เป้าหมาย ซึ่งเป็นบริเวณที่เรดาร์ทั่วไปตรวจจับได้ยาก
ในเดือนพฤษภาคม 2026 มีรายงานว่ารัสเซียปล่อยโดรนโจมตีเข้าสู่ยูเครนมากกว่า 200 ลำต่อวัน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าการตรวจจับโดรนไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของเป้าหมายเดี่ยวอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงการรับมือกับฝูงโดรนและวัตถุที่เข้ามาพร้อมกันหลายทิศทาง
ระบบของ Xavveo ถูกออกแบบมาให้เน้นการตรวจจับวัตถุขนาดเล็กที่บินต่ำในระยะใกล้ด้วยความละเอียดสูง โดยสามารถแยกโดรนออกจากนก และแยกโดรนแต่ละลำภายในฝูงได้ การทำงานด้วยเรดาร์ยังช่วยลดข้อจำกัดของกล้องและ LiDAR ซึ่งอาจมีปัญหาเมื่อเจอแสงแดดโดยตรง หมอก หรือฝน ทำให้ระบบรองรับการใช้งานทั้งกลางวัน กลางคืน และในสภาพอากาศหลากหลาย
ในเดือนมิถุนายน 2026 Xavveo เปิดตัวสายผลิตภัณฑ์สำหรับงานป้องกันประเทศภายใต้ชื่อ PAIR โดยมี 2 รุ่นหลัก
ทั้งสองรุ่นใช้สถาปัตยกรรมเซนเซอร์หลักแบบเดียวกัน และออกแบบมาให้ผสานข้อมูลจากหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรดาร์ กล้องอินฟราเรด กล้องออปติคัล และเซนเซอร์เสียง เพื่อสร้างภาพรวมสถานการณ์เดียวกัน
อีกจุดหนึ่งคือแพลตฟอร์มถูกออกแบบให้ทำงานได้โดยไม่ต้องพึ่งพา GPS หรือโครงสร้างพื้นฐาน 5G จึงเหมาะกับสภาพแวดล้อมที่สัญญาณอาจถูกรบกวน ถูกลดทอน หรือถูกตัดการใช้งาน
การส่งสัญญาณผ่านใยแก้วนำแสงเปิดทางให้ระบบใช้ความถี่เรดาร์ที่สูงกว่าซึ่งสายทองแดงแบบเดิมรองรับได้จำกัด ตามข้อมูลของบริษัทและแหล่งข่าวที่รายงานผลิตภัณฑ์ คุณสมบัตินี้ช่วยให้ PAIR มีความทนทานต่อวิธีการสงครามอิเล็กทรอนิกส์แบบเดิมที่มุ่งรบกวนเรดาร์ทั่วไป
อย่างไรก็ตาม PAIR เป็นระบบ ตรวจจับและรับรู้สถานการณ์ ไม่ใช่ระบบที่ทำหน้าที่ทำลายโดรนโดยตรง ความสามารถด้านการตอบโต้จึงขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกับระบบอื่นของผู้ใช้งาน
เทคโนโลยีของ Xavveo เป็นเทคโนโลยีแบบใช้งานสองทาง หรือ dual-use กล่าวคือคุณสมบัติที่มีประโยชน์ต่อการป้องกันประเทศ เช่น ความละเอียดสูง การทำงานในทุกสภาพอากาศ และความทนทานต่อการรบกวน ก็สามารถนำไปใช้กับรถยนต์ไร้คนขับ ยานยนต์เชิงพาณิชย์ ระบบอัตโนมัติในโรงงาน และงานตรวจวัดอื่น ๆ ได้เช่นกัน
หลังได้รับความสนใจจากลูกค้าด้านการป้องกันประเทศ ซึ่งพบว่าเซนเซอร์เดิมไม่สามารถตรวจจับโดรน FPV และโดรนลาดตระเวนขนาดเล็กได้อย่างน่าเชื่อถือ Xavveo จึงประกาศขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาด C-UAV ในเดือนมิถุนายน 2026
ตลาดเป้าหมายของบริษัทในปัจจุบันครอบคลุมการป้องกันฐานทัพและสถานที่ทางทหาร การคุ้มครองโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น โรงไฟฟ้าและสนามบิน การรักษาความปลอดภัยแนวเขตของพื้นที่อ่อนไหว ตลอดจนการรับรู้สถานการณ์ทางอากาศในพื้นที่ขนาดใหญ่ระดับเมืองหรือระดับประเทศ
หาก Xavveo สามารถนำความละเอียดและการกระจายตัวของเรดาร์โฟโตนิกไปใช้งานจริงในวงกว้างได้ เทคโนโลยีนี้อาจช่วยเติมเต็มชั้นการตรวจจับที่ระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบเดิมยังทำได้ไม่ดี นั่นคือการมองเห็นโดรนขนาดเล็กที่บินต่ำและเข้ามาใกล้เป้าหมายในช่วงเวลาสำคัญ
Xavveo ก่อตั้งขึ้นในปี 2023 โดย ดร. Sven Otte ซึ่งดำรงตำแหน่งซีอีโอ ดร. Stefan Meister ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี และ ดร. Ulrich Keil รองประธานฝ่ายวิศวกรรม ทั้งหมดมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมโฟโตนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ โดย Otte และ Meister เคยเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Sicoya ส่วน Keil เป็นอดีตผู้เชี่ยวชาญจาก Intel
เทคโนโลยีของบริษัทเริ่มต้นจากโจทย์ด้านการรับรู้สภาพแวดล้อมสำหรับรถยนต์ไร้คนขับ ก่อนขยายไปสู่งานด้านการป้องกันประเทศ การรักษาความปลอดภัยโครงสร้างพื้นฐาน และระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ หรือ C-UAV
ในช่วงปลายปี 2024 Xavveo ระดมทุน Seed ได้ 8.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมี Vsquared Ventures และ imec.xpand เป็นผู้ร่วมเป็นผู้นำการลงทุน นอกจากนี้ กรุงเบอร์ลินยังยกย่องบริษัทให้เป็นหนึ่งใน Deep Tech Star ประจำปี 2026 ในสาขา Quantum Technologies, Photonics & Microelectronics
จุดเปลี่ยนสำคัญของ Xavveo คือการนำสัญญาณเรดาร์ไปส่งผ่านใยแก้วนำแสงด้วยชิปซิลิคอนโฟโตนิกส์แบบโมโนลิทิก แทนการส่งผ่านสายทองแดงแบบเดิม
แนวทางนี้ทำให้ระบบมีคุณสมบัติสำคัญหลายประการพร้อมกัน
การแยกส่วนรับสัญญาณออกจากการประมวลผลหนักยังทำให้เซนเซอร์แต่ละจุดมีขนาดเล็ก ประหยัดพลังงาน และติดตั้งได้ง่ายขึ้น
ระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบเดิมมักตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าเป้าหมายคือเครื่องบินขนาดใหญ่หรือขีปนาวุธที่บินเร็วและอยู่ในระดับสูง แต่การใช้งานโดรนในสนามรบสมัยใหม่กำลังทำให้สมมติฐานนี้ไม่เพียงพอ ศัตรูสามารถใช้โดรนขนาดเล็กจำนวนมากบินต่ำเข้าใกล้เป้าหมาย ซึ่งเป็นบริเวณที่เรดาร์ทั่วไปตรวจจับได้ยาก
ในเดือนพฤษภาคม 2026 มีรายงานว่ารัสเซียปล่อยโดรนโจมตีเข้าสู่ยูเครนมากกว่า 200 ลำต่อวัน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าการตรวจจับโดรนไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของเป้าหมายเดี่ยวอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงการรับมือกับฝูงโดรนและวัตถุที่เข้ามาพร้อมกันหลายทิศทาง
ระบบของ Xavveo ถูกออกแบบมาให้เน้นการตรวจจับวัตถุขนาดเล็กที่บินต่ำในระยะใกล้ด้วยความละเอียดสูง โดยสามารถแยกโดรนออกจากนก และแยกโดรนแต่ละลำภายในฝูงได้ การทำงานด้วยเรดาร์ยังช่วยลดข้อจำกัดของกล้องและ LiDAR ซึ่งอาจมีปัญหาเมื่อเจอแสงแดดโดยตรง หมอก หรือฝน ทำให้ระบบรองรับการใช้งานทั้งกลางวัน กลางคืน และในสภาพอากาศหลากหลาย
ในเดือนมิถุนายน 2026 Xavveo เปิดตัวสายผลิตภัณฑ์สำหรับงานป้องกันประเทศภายใต้ชื่อ PAIR โดยมี 2 รุ่นหลัก
ทั้งสองรุ่นใช้สถาปัตยกรรมเซนเซอร์หลักแบบเดียวกัน และออกแบบมาให้ผสานข้อมูลจากหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรดาร์ กล้องอินฟราเรด กล้องออปติคัล และเซนเซอร์เสียง เพื่อสร้างภาพรวมสถานการณ์เดียวกัน
อีกจุดหนึ่งคือแพลตฟอร์มถูกออกแบบให้ทำงานได้โดยไม่ต้องพึ่งพา GPS หรือโครงสร้างพื้นฐาน 5G จึงเหมาะกับสภาพแวดล้อมที่สัญญาณอาจถูกรบกวน ถูกลดทอน หรือถูกตัดการใช้งาน
การส่งสัญญาณผ่านใยแก้วนำแสงเปิดทางให้ระบบใช้ความถี่เรดาร์ที่สูงกว่าซึ่งสายทองแดงแบบเดิมรองรับได้จำกัด ตามข้อมูลของบริษัทและแหล่งข่าวที่รายงานผลิตภัณฑ์ คุณสมบัตินี้ช่วยให้ PAIR มีความทนทานต่อวิธีการสงครามอิเล็กทรอนิกส์แบบเดิมที่มุ่งรบกวนเรดาร์ทั่วไป
อย่างไรก็ตาม PAIR เป็นระบบ ตรวจจับและรับรู้สถานการณ์ ไม่ใช่ระบบที่ทำหน้าที่ทำลายโดรนโดยตรง ความสามารถด้านการตอบโต้จึงขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกับระบบอื่นของผู้ใช้งาน
เทคโนโลยีของ Xavveo เป็นเทคโนโลยีแบบใช้งานสองทาง หรือ dual-use กล่าวคือคุณสมบัติที่มีประโยชน์ต่อการป้องกันประเทศ เช่น ความละเอียดสูง การทำงานในทุกสภาพอากาศ และความทนทานต่อการรบกวน ก็สามารถนำไปใช้กับรถยนต์ไร้คนขับ ยานยนต์เชิงพาณิชย์ ระบบอัตโนมัติในโรงงาน และงานตรวจวัดอื่น ๆ ได้เช่นกัน
หลังได้รับความสนใจจากลูกค้าด้านการป้องกันประเทศ ซึ่งพบว่าเซนเซอร์เดิมไม่สามารถตรวจจับโดรน FPV และโดรนลาดตระเวนขนาดเล็กได้อย่างน่าเชื่อถือ Xavveo จึงประกาศขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาด C-UAV ในเดือนมิถุนายน 2026
ตลาดเป้าหมายของบริษัทในปัจจุบันครอบคลุมการป้องกันฐานทัพและสถานที่ทางทหาร การคุ้มครองโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น โรงไฟฟ้าและสนามบิน การรักษาความปลอดภัยแนวเขตของพื้นที่อ่อนไหว ตลอดจนการรับรู้สถานการณ์ทางอากาศในพื้นที่ขนาดใหญ่ระดับเมืองหรือระดับประเทศ
หาก Xavveo สามารถนำความละเอียดและการกระจายตัวของเรดาร์โฟโตนิกไปใช้งานจริงในวงกว้างได้ เทคโนโลยีนี้อาจช่วยเติมเต็มชั้นการตรวจจับที่ระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบเดิมยังทำได้ไม่ดี นั่นคือการมองเห็นโดรนขนาดเล็กที่บินต่ำและเข้ามาใกล้เป้าหมายในช่วงเวลาสำคัญ