UBS คาดราคาทองคำจะพุ่งขึ้นสู่ระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2027 โดยได้รับแรงหนุนจากอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่ลดลง ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนตัวลง และการซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญ เช่น ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งกว่าคาด ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากความขั...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What is UBS's gold price outlook through early 2027, including its $5,000 per ounce target, the key drivers (falling real interest rates, a. Article summary: Here is the full picture of UBS's gold price outlook through early 2027.. Topic tags: general, news, general web. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers, clickbait thumbnails, icons, and tiny thumbnail layouts. Make it useful as an illustrative visual, not as factual evidence.
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2026 ที่ผ่านมา UBS ธนาคารเพื่อการลงทุนชั้นนำของสวิส ได้ย้ำมุมมองคาดการณ์ว่าราคาทองคำจะพุ่งขึ้นแตะระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2027 ซึ่งคิดเป็นการปรับตัวขึ้นประมาณ 18% จากระดับที่ทองคำทะลุผ่านแนวต้าน 4,250 ดอลลาร์ไปได้ การคาดการณ์นี้เผยแพร่โดยสำนัก Chief Investment Office ของ UBS และมีนักวิเคราะห์อย่าง Dominic Schnider และ Wayne Gordon เป็นผู้ร่วมให้ข้อมูล
โดยมุมมองเชิงบวกนี้ตั้งอยู่บนเสาหลักโครงสร้าง 3 ประการ ได้แก่ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่ลดลง ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนตัวลง และการซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางทั่วโลก
แต่ทางธนาคารก็ได้ออกมาเตือนว่าเส้นทางสู่ 5,000 ดอลลาร์นั้นจะไม่ราบรื่น โดยมีความเสี่ยงในระยะสั้นที่อาจทำให้ราคาปรับตัวลงมาสู่กรอบ 3,850-4,000 ดอลลาร์ได้
บทความนี้จะพาไปเจาะลึกมุมมองของ UBS อย่างละเอียด
UBS คาดว่าราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2027 เป้าหมายนี้ได้รับการย้ำอีกครั้งในบันทึกที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2026 หลังจากที่ทองคำสามารถทะลุผ่านแนวต้านที่ 4,250 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นการหลุดออกจากกรอบการซื้อขายในช่วง 4,000-4,100 ดอลลาร์ที่เกิดขึ้นเป็นเวลานาน
เส้นทางราคาที่ UBS ปรับปรุงใหม่แสดงให้เห็นว่าราคาทองคำจะอยู่ที่ 5,000 ดอลลาร์ในเดือนกันยายน 2026, 5,500 ดอลลาร์ในเดือนธันวาคม 2026 และจากนั้นจะค่อยๆ ปรับตัวขึ้นสู่ 5,000 ดอลลาร์อีกครั้งในช่วงครึ่งแรกของปี 2027 โดยที่การปรับตัวลงเล็กน้อยนั้นสะท้อนถึงความผันผวนในระยะสั้น ก่อนที่จะปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงขึ้นต่อไป
ก่อนหน้านี้ ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2026 UBS ได้ปรับลดคาดการณ์ราคาทองคำ ณ สิ้นปี 2026 จาก 5,900 ดอลลาร์ ลงมาอยู่ที่ 5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยอ้างถึงแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นและค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งแกร่ง รวมถึงสมมติฐานเกี่ยวกับอุปสงค์ ETF ที่ลดลง
มุมมองเชิงบวกของ UBS ต่อทองคำนั้นตั้งอยู่บนเสาหลัก 3 ประการที่มีความเชื่อมโยงกัน :
1. อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rates) ที่ลดลง UBS คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ตลอดช่วงที่เหลือของปี 2026 และจากนั้นจะกลับมาผ่อนคลายนโยบายการเงินอีกครั้งในปี 2027 ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม 2026 และมีนาคม 2027 การเคลื่อนไหวนี้จะทำให้อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงปรับตัวลดลง และลดต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำซึ่งไม่ให้ดอกเบี้ย "สิ่งนี้จะสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยมากขึ้นสำหรับทองคำ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของความคาดหวังเกี่ยวกับนโยบายอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงมีแนวโน้มที่จะลดอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง ส่งผลกระทบต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และช่วยกระตุ้นความต้องการลงทุนในทองคำ" UBS เขียนไว้
2. ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนตัวลง การขาดดุลทางการคลังและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐฯ คาดว่าจะเป็นปัจจัยกดดันให้ค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวลดลง ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการกระจายการลงทุนออกจากสินทรัพย์ที่อ้างอิงกับดอลลาร์ ในอดีต ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงมักจะสนับสนุนให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากทำให้ทองคำมีราคาถูกลงสำหรับผู้ซื้อที่ไม่ได้ใช้สกุลเงินดอลลาร์
3. การซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังคงดำเนินต่อไป การซื้อของภาครัฐบาลนั้นทำหน้าที่เป็นแนวรับราคาที่แข็งแกร่ง โดยในไตรมาส 2 ของปี 2026 ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำรวมกันถึง 289 เมตริกตัน และ UBS ประมาณการว่าตลอดทั้งปี 2026 การซื้อของภาครัฐจะอยู่ที่ 750-1,000 เมตริกตัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธนาคารกลางจีน (People's Bank of China) ได้ซื้อทองคำติดต่อกันเป็นเดือนที่ 21 แล้ว ซึ่งถือเป็นแหล่งอุปสงค์ที่สม่ำเสมอ
ทองคำสามารถปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 4,250 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2026 ซึ่งเป็นการหลุดออกจากกรอบการซื้อขายในช่วง 4,000-4,100 ดอลลาร์ที่ดำเนินมาเป็นเวลาหลายสัปดาห์ UBS ระบุว่าแรงผลักดันที่ทำให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมานั้นมาจาก การซื้อของสถาบันจีน ที่มีรายงานเข้ามา และ กระแสเงินทุนไหลเข้าสู่กองทุน ETF ทองคำ ประกอบกับความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นในการรักษาเสถียรภาพของค่าเงินเยน ซึ่งยิ่งทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง
นักลงทุนทั่วโลกกลับเข้ามาซื้อกองทุน ETF ทองคำอีกครั้งในเดือนกรกฎาคม ส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้าสุทธิ 3.0 พันล้านดอลลาร์ โดยนำโดยกองทุนในยุโรปและเอเชีย
ในบันทึกก่อนหน้านี้เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 นักกลยุทธ์ Dominic Schnider และ Wayne Gordon ตั้งข้อสังเกตว่า "ความสัมพันธ์แบบผกผันระหว่างอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงของสหรัฐฯ กับทองคำได้กลับมาเป็นจริงอีกครั้ง" โดยความสัมพันธ์ (correlation) ระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปี ซึ่งมีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย และทองคำนั้นได้กลายเป็นลบ พวกเขาโต้แย้งว่าความกังวลที่ลดลงเกี่ยวกับการคุมเข้มของ Fed น่าจะเปิดทางให้เกิดโอกาสในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม และนโยบายอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวหรือมีแนวโน้มลดลงจะสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อทองคำมากขึ้น
ความสัมพันธ์ดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ -0.6 ณ ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2026 ซึ่งหมายความว่าราคาทองคำและอัตราผลตอบแทนกำลังเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามอย่างชัดเจน
UBS เตือนอย่างชัดเจนว่า เส้นทางสู่ 5,000 ดอลลาร์นั้นจะไม่ราบรื่น โดยความเสี่ยงในระยะสั้นที่สำคัญมีดังนี้ :
ปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวลงมาสู่กรอบ 3,850-4,000 ดอลลาร์ ในเดือนมิถุนายน 2026 นักกลยุทธ์ของ UBS อย่าง Schnider, Giovanni Staunovo และ Gordon ได้ปรับลดคาดการณ์ราคาทองคำลง 300-900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นการปรับลดครั้งใหญ่ที่สุดในรอบการคาดการณ์ทองคำของ UBS เมื่อไม่นานมานี้ โดยอ้างถึง "ปัจจัยลบสองประการ" (double whammy) ได้แก่ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งขึ้น และกรอบเวลาการผ่อนคลายของ Fed ที่ล่าช้าออกไป
UBS แนะนำให้นักลงทุน ใช้จังหวะที่ราคาทองคำย่อตัวลงมาที่ระดับประมาณ 4,000 ดอลลาร์หรือต่ำกว่าเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ นักกลยุทธ์มองว่าระดับราคาในช่วง 3,850-4,000 ดอลลาร์เป็นจุดเข้าซื้อเมื่อราคาย่อตัว (buy-on-dips) สำหรับนักลงทุนที่มีกรอบการลงทุน 12 เดือน โดยเน้นย้ำว่าปัจจัยขับเคลื่อนโครงสร้างระยะกลาง ไม่ว่าจะเป็นอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงที่ลดลง ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนตัว และการซื้อของธนาคารกลาง ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
เพื่อให้ทองคำสามารถยืนเหนือระดับ 4,000 ดอลลาร์ได้นั้น UBS ระบุว่ากระแสเงินทุนจากการลงทุนจะต้องฟื้นตัว และอุปสงค์จากภาครัฐจะต้องคงอยู่ที่ใกล้ 300 ตันต่อไตรมาส
เป้าหมายราคาทองคำที่ 5,000 ดอลลาร์ของ UBS สำหรับต้นปี 2027 นั้นสร้างอยู่บนปัจจัยโครงสร้างที่ธนาคารมองว่ายั่งยืน นั่นคือ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่ลดลงเมื่อ Fed ผ่อนคลายนโยบายในที่สุด ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนตัวลงจากการขาดดุลทางการคลังของสหรัฐฯ และการซื้อทองคำอย่างไม่ลดละของธนาคารกลางทั่วโลก สำหรับแนวโน้มระยะสั้นนั้นมีความผันผวนมากกว่า โดยมีความเสี่ยงจากราคาน้ำมัน ท่าทีแข็งกร้าวของ Fed และข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งอาจผลักดันให้ราคาปรับตัวลดลงชั่วคราว แต่สำหรับ UBS แล้ว การปรับตัวลดลงเหล่านั้นคือโอกาสในการเข้าซื้อ
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
UBS คาดราคาทองคำจะพุ่งขึ้นสู่ระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2027 โดยได้รับแรงหนุนจากอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่ลดลง ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนตัวลง และการซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางทั่วโลก
UBS คาดราคาทองคำจะพุ่งขึ้นสู่ระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2027 โดยได้รับแรงหนุนจากอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่ลดลง ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนตัวลง และการซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญ เช่น ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งกว่าคาด ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หรือท่าทีของเฟดที่แข็งกร้าวมากขึ้น อาจทำให้ราคาทองคำปรับตัวลงมาที่กรอบ 3,850 4,000 ดอลลาร์ได้
UBS แนะนำให้นักลงทุนใช้จังหวะที่ราคาทองคำย่อตัวลงใกล้ 4,000 ดอลลาร์หรือต่ำกว่าเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ โดยปัจจัยพื้นฐานระยะกลางยังคงแข็งแกร่ง