รอบ Series F นำโดย GIC กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของสิงคโปร์ นักลงทุนรายใหญ่เดิมเข้าร่วมรอบนี้ทั้งหมด ได้แก่ Accel, Y Combinator, Craft, Felicis, Peak XV และ Coatue
นอกจากนี้ยังมีการลงทุนเชิงกลยุทธ์จากบริษัทเทคโนโลยีรายสำคัญ โดย Stripe ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงิน ลงทุนใน Supabase เป็นครั้งที่สอง ขณะที่ Salesforce Ventures เข้าร่วมเป็นนักลงทุนรายใหม่ และ Georgian ก็เป็นหนึ่งในผู้ร่วมลงทุนรอบนี้
มูลค่าของ Supabase เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 2 พันล้านดอลลาร์ใน Series D ที่นำโดย Accel เมื่อเดือนเมษายน 2025 เป็น 5 พันล้านดอลลาร์ใน Series E เพียง 5 เดือนต่อมา ก่อนจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 10.5 พันล้านดอลลาร์ในรอบล่าสุด ตามข้อมูลของ Sacra เงินทุนใหม่ทำให้บริษัทระดมทุนสะสมได้มากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์แล้ว โดยมีแผนใช้เพื่อเร่งพัฒนาเครื่องมือโอเพนซอร์สและ PostgreSQL ขยายระบบนิเวศนักพัฒนา และเปิดโอกาสให้พนักงานได้รับสภาพคล่องจากหุ้นของบริษัท
Supabase ก่อตั้งขึ้นในปี 2020 ในฐานะทางเลือกแบบโอเพนซอร์สแทน Firebase ของ Google โดยใช้ PostgreSQL เป็นแกนหลัก ก่อนจะพัฒนาเป็นแพลตฟอร์มแบ็กเอนด์ครบวงจรที่มีทั้งฐานข้อมูล ระบบยืนยันตัวตน API ที่สร้างขึ้นโดยอัตโนมัติ พื้นที่จัดเก็บไฟล์ และ Edge Functions
จุดเปลี่ยนสำคัญของบริษัทเกิดขึ้นพร้อมกับการเติบโตของ “Vibe Coding” ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ผู้ใช้บอกความต้องการด้วยภาษาธรรมชาติ แล้วให้เครื่องมือ AI เช่น Cursor หรือ Claude Code ช่วยสร้างและปรับแก้โค้ด นักพัฒนาจึงไม่จำเป็นต้องเสียเวลาจัดการโค้ดพื้นฐานจำนวนมาก และคนที่ไม่ได้เป็นโปรแกรมเมอร์ก็สามารถสร้างแอปต้นแบบและนำไปใช้งานได้รวดเร็วขึ้น
ในกระบวนการลักษณะนี้ สิ่งที่แอปต้องการไม่ใช่แค่โค้ดจาก AI แต่ยังรวมถึงฐานข้อมูล ระบบล็อกอิน การจัดเก็บข้อมูล และบริการแบ็กเอนด์ที่พร้อมใช้งาน Supabase จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลัง ช่วยให้แอปที่สร้างจากพรอมต์สามารถเดินทางจากไอเดียไปสู่การเปิดใช้งานได้ในกระบวนการเดียว
Paul Copplestone ซีอีโอของ Supabase อธิบายว่าตลาดกำลังเปลี่ยนผ่านหลายระลอก จากแนวคิดที่ว่า “เราอาจไม่ต้องการซอฟต์แวร์เพิ่มอีก” ไปสู่คำถามว่า “เราอาจไม่ต้องการแบ็กเอนด์รายอื่นอีก” เมื่อเครื่องมือ AI สามารถตั้งค่า PostgreSQL ที่มีการจัดการให้ได้จากคำสั่งเพียงครั้งเดียว
ปัจจุบัน Supabase ให้บริการนักพัฒนาประมาณ 5 ล้านคน และทำงานบน AWS โดยบริษัทกำลังวางตำแหน่งตัวเองสำหรับขั้นถัดไป นั่นคือการสร้าง “Agentic Infrastructure” หรือบริการแบ็กเอนด์ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับ AI Agent และแอปที่สร้างขึ้นโดย AI
ในวันเดียวกับการประกาศระดมทุน Supabase ยังเปิดตัว Multigres v0.1 alpha ให้ชุมชนโอเพนซอร์สใช้งาน โครงการนี้นำโดย Sugu Sougoumarane ผู้ร่วมสร้าง Vitess ระบบจัดการการแบ่งฐานข้อมูลที่เคยช่วยให้โครงสร้างฐานข้อมูลของ YouTube รองรับการเติบโตในระดับมหาศาล และต่อมากลายเป็นรากฐานของ PlanetScale
Vitess เดิมถูกสร้างขึ้นเพื่อช่วย MySQL รองรับการสเกลแบบแนวนอน แต่ PostgreSQL ยังไม่มีระบบที่มีความสามารถใกล้เคียงกันในระดับเดียวกัน Multigres จึงถูกพัฒนาขึ้นในฐานะการปรับแนวคิดของ Vitess ให้เข้ากับระบบนิเวศ PostgreSQL
ระบบนี้นำเสนอความสามารถอย่างการแบ่งฐานข้อมูลแนวนอน การจัดการการเชื่อมต่อ การทำงานแบบมีความพร้อมใช้งานสูง และการกำหนดเส้นทางคำสั่งไปยังฐานข้อมูลที่เหมาะสม สถาปัตยกรรมของ Multigres ใช้ชั้นพร็อกซีที่ประกอบด้วย MultiGateway สำหรับจัดเส้นทางคำสั่ง และ MultiPooler สำหรับจัดการการเชื่อมต่อ ทำให้องค์กรสามารถบริหารคลัสเตอร์ฐานข้อมูลแบบกระจายได้โดยยังคงความเข้ากันได้กับ PostgreSQL
Supabase ระบุว่า Multigres ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการโหนดฐานข้อมูลได้หลายหมื่นโหนด ซึ่งจะช่วยลดข้อจำกัดจากการเพิ่มขนาดเครื่องเพียงอย่างเดียวที่เคยเป็นอุปสรรคของ PostgreSQL สำหรับเวิร์กโหลดระดับองค์กร
อย่างไรก็ตาม Multigres v0.1 ในปัจจุบันยังเป็นรุ่น alpha และเปิดให้ใช้งานในรูปแบบโอเพนซอร์สเท่านั้น ส่วนการผนวกรวม Multigres เข้ากับแพลตฟอร์ม Supabase แบบมีการจัดการนั้นจะเกิดขึ้นในอนาคต
การระดมทุนรอบนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงความเชื่อมั่นต่อบริษัทฐานข้อมูลรายหนึ่งเท่านั้น แต่ยังสะท้อนมุมมองของตลาดว่า เมื่อ AI ทำให้การสร้างซอฟต์แวร์ง่ายและเร็วขึ้น โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับแอปเหล่านั้นจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น
สำหรับ Supabase เส้นทางดังกล่าวเริ่มจากการทำให้ PostgreSQL ใช้งานง่ายในแบบที่ใกล้เคียงกับประสบการณ์ของ Firebase ก่อนจะขยับขึ้นมาเป็นแพลตฟอร์มครบวงจรสำหรับนักพัฒนา และกำลังมุ่งหน้าสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับแอปที่สร้างโดย AI และ AI Agent โดยตรง
หาก Multigres พัฒนาได้ตามเป้าหมาย Supabase ก็จะไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับสร้างแอปอย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่ยังอาจมีบทบาทในชั้นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้แอปเหล่านั้นเติบโตจากต้นแบบไปสู่งานระดับโลกได้ด้วย
รอบ Series F นำโดย GIC กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของสิงคโปร์ นักลงทุนรายใหญ่เดิมเข้าร่วมรอบนี้ทั้งหมด ได้แก่ Accel, Y Combinator, Craft, Felicis, Peak XV และ Coatue
นอกจากนี้ยังมีการลงทุนเชิงกลยุทธ์จากบริษัทเทคโนโลยีรายสำคัญ โดย Stripe ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงิน ลงทุนใน Supabase เป็นครั้งที่สอง ขณะที่ Salesforce Ventures เข้าร่วมเป็นนักลงทุนรายใหม่ และ Georgian ก็เป็นหนึ่งในผู้ร่วมลงทุนรอบนี้
มูลค่าของ Supabase เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 2 พันล้านดอลลาร์ใน Series D ที่นำโดย Accel เมื่อเดือนเมษายน 2025 เป็น 5 พันล้านดอลลาร์ใน Series E เพียง 5 เดือนต่อมา ก่อนจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 10.5 พันล้านดอลลาร์ในรอบล่าสุด ตามข้อมูลของ Sacra เงินทุนใหม่ทำให้บริษัทระดมทุนสะสมได้มากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์แล้ว โดยมีแผนใช้เพื่อเร่งพัฒนาเครื่องมือโอเพนซอร์สและ PostgreSQL ขยายระบบนิเวศนักพัฒนา และเปิดโอกาสให้พนักงานได้รับสภาพคล่องจากหุ้นของบริษัท
Supabase ก่อตั้งขึ้นในปี 2020 ในฐานะทางเลือกแบบโอเพนซอร์สแทน Firebase ของ Google โดยใช้ PostgreSQL เป็นแกนหลัก ก่อนจะพัฒนาเป็นแพลตฟอร์มแบ็กเอนด์ครบวงจรที่มีทั้งฐานข้อมูล ระบบยืนยันตัวตน API ที่สร้างขึ้นโดยอัตโนมัติ พื้นที่จัดเก็บไฟล์ และ Edge Functions
จุดเปลี่ยนสำคัญของบริษัทเกิดขึ้นพร้อมกับการเติบโตของ “Vibe Coding” ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ผู้ใช้บอกความต้องการด้วยภาษาธรรมชาติ แล้วให้เครื่องมือ AI เช่น Cursor หรือ Claude Code ช่วยสร้างและปรับแก้โค้ด นักพัฒนาจึงไม่จำเป็นต้องเสียเวลาจัดการโค้ดพื้นฐานจำนวนมาก และคนที่ไม่ได้เป็นโปรแกรมเมอร์ก็สามารถสร้างแอปต้นแบบและนำไปใช้งานได้รวดเร็วขึ้น
ในกระบวนการลักษณะนี้ สิ่งที่แอปต้องการไม่ใช่แค่โค้ดจาก AI แต่ยังรวมถึงฐานข้อมูล ระบบล็อกอิน การจัดเก็บข้อมูล และบริการแบ็กเอนด์ที่พร้อมใช้งาน Supabase จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลัง ช่วยให้แอปที่สร้างจากพรอมต์สามารถเดินทางจากไอเดียไปสู่การเปิดใช้งานได้ในกระบวนการเดียว
Paul Copplestone ซีอีโอของ Supabase อธิบายว่าตลาดกำลังเปลี่ยนผ่านหลายระลอก จากแนวคิดที่ว่า “เราอาจไม่ต้องการซอฟต์แวร์เพิ่มอีก” ไปสู่คำถามว่า “เราอาจไม่ต้องการแบ็กเอนด์รายอื่นอีก” เมื่อเครื่องมือ AI สามารถตั้งค่า PostgreSQL ที่มีการจัดการให้ได้จากคำสั่งเพียงครั้งเดียว
ปัจจุบัน Supabase ให้บริการนักพัฒนาประมาณ 5 ล้านคน และทำงานบน AWS โดยบริษัทกำลังวางตำแหน่งตัวเองสำหรับขั้นถัดไป นั่นคือการสร้าง “Agentic Infrastructure” หรือบริการแบ็กเอนด์ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับ AI Agent และแอปที่สร้างขึ้นโดย AI
ในวันเดียวกับการประกาศระดมทุน Supabase ยังเปิดตัว Multigres v0.1 alpha ให้ชุมชนโอเพนซอร์สใช้งาน โครงการนี้นำโดย Sugu Sougoumarane ผู้ร่วมสร้าง Vitess ระบบจัดการการแบ่งฐานข้อมูลที่เคยช่วยให้โครงสร้างฐานข้อมูลของ YouTube รองรับการเติบโตในระดับมหาศาล และต่อมากลายเป็นรากฐานของ PlanetScale
Vitess เดิมถูกสร้างขึ้นเพื่อช่วย MySQL รองรับการสเกลแบบแนวนอน แต่ PostgreSQL ยังไม่มีระบบที่มีความสามารถใกล้เคียงกันในระดับเดียวกัน Multigres จึงถูกพัฒนาขึ้นในฐานะการปรับแนวคิดของ Vitess ให้เข้ากับระบบนิเวศ PostgreSQL
ระบบนี้นำเสนอความสามารถอย่างการแบ่งฐานข้อมูลแนวนอน การจัดการการเชื่อมต่อ การทำงานแบบมีความพร้อมใช้งานสูง และการกำหนดเส้นทางคำสั่งไปยังฐานข้อมูลที่เหมาะสม สถาปัตยกรรมของ Multigres ใช้ชั้นพร็อกซีที่ประกอบด้วย MultiGateway สำหรับจัดเส้นทางคำสั่ง และ MultiPooler สำหรับจัดการการเชื่อมต่อ ทำให้องค์กรสามารถบริหารคลัสเตอร์ฐานข้อมูลแบบกระจายได้โดยยังคงความเข้ากันได้กับ PostgreSQL
Supabase ระบุว่า Multigres ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการโหนดฐานข้อมูลได้หลายหมื่นโหนด ซึ่งจะช่วยลดข้อจำกัดจากการเพิ่มขนาดเครื่องเพียงอย่างเดียวที่เคยเป็นอุปสรรคของ PostgreSQL สำหรับเวิร์กโหลดระดับองค์กร
อย่างไรก็ตาม Multigres v0.1 ในปัจจุบันยังเป็นรุ่น alpha และเปิดให้ใช้งานในรูปแบบโอเพนซอร์สเท่านั้น ส่วนการผนวกรวม Multigres เข้ากับแพลตฟอร์ม Supabase แบบมีการจัดการนั้นจะเกิดขึ้นในอนาคต
การระดมทุนรอบนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงความเชื่อมั่นต่อบริษัทฐานข้อมูลรายหนึ่งเท่านั้น แต่ยังสะท้อนมุมมองของตลาดว่า เมื่อ AI ทำให้การสร้างซอฟต์แวร์ง่ายและเร็วขึ้น โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับแอปเหล่านั้นจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น
สำหรับ Supabase เส้นทางดังกล่าวเริ่มจากการทำให้ PostgreSQL ใช้งานง่ายในแบบที่ใกล้เคียงกับประสบการณ์ของ Firebase ก่อนจะขยับขึ้นมาเป็นแพลตฟอร์มครบวงจรสำหรับนักพัฒนา และกำลังมุ่งหน้าสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับแอปที่สร้างโดย AI และ AI Agent โดยตรง
หาก Multigres พัฒนาได้ตามเป้าหมาย Supabase ก็จะไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับสร้างแอปอย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่ยังอาจมีบทบาทในชั้นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้แอปเหล่านั้นเติบโตจากต้นแบบไปสู่งานระดับโลกได้ด้วย