การยกระดับการปฏิบัติที่เป็นระบบ รัสเซียเกณฑ์เชลยศึกยูเครนเข้าในหน่วยรับโทษมาหลายปีแล้ว แต่การจัดตั้งกองพลน้อยอย่างเป็นทางการภายใต้กองพลอาสาสมัครของกระทรวงกลาโหมถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การเคลื่อนไหวนี้เปลี่ยนจากการใช้หน่วยผิดกฎหมายเฉพาะกิจมาเป็นการจัดตั้งกองกำลังของทางการ ทำให้การบังคับกลายเป็นนโยบายของสถาบันแทนที่จะเป็นกลยุทธ์เฉพาะหน้าในสนามรบ
การใช้อาวุธทางจิตวิทยาและยุทธการ การบังคับให้ทหารยูเครนที่ถูกจับสู้รบกับเพื่อนร่วมชาติของตัวเองมีวัตถุประสงค์หลายประการ ได้แก่ เป็นแหล่งกำลังพลให้กองทัพรัสเซีย, เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อ (รัสเซียเรียกหน่วยนี้ว่า ‘อาสาสมัคร’) และสร้างการบีบบังคับทางจิตใจโดยทำให้เชลยศึกต้องทำร้ายเพื่อนร่วมชาติเพื่อความอยู่รอด
การบ่อนทำลายความคุ้มครอง POW ทั่วโลก การกระทำนี้สร้างแบบอย่างอันตราย หากทหารที่ถูกจับสามารถถูกบังคับให้สู้รบให้กับรัฐผู้ควบคุมได้โดยไม่มีผลกระทบ ความคุ้มครองพื้นฐานที่สถานะเชลยศึกได้รับก็จะถูกทำลาย อนุสัญญาเจนีวามีขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ควบคุมใช้เชลยเป็นทหาร และการจัดตั้งกองพลน้อยของรัสเซียก็ท้าทายบรรทัดฐานเหล่านี้โดยตรง
อนุสัญญาเจนีวาครั้งที่ 3 ว่าด้วยการปฏิบัติต่อเชลยศึก มาตรา 130 ระบุอย่างชัดเจนว่าเชลยศึก 'ไม่อาจถูกบังคับให้รับใช้ในกองทัพของฝ่ายผู้ควบคุม' การบังคับเชลยศึกให้รับใช้ในกองทัพของฝ่ายศัตรูถือเป็น การละเมิดอย่างร้ายแรง ของอนุสัญญา ภายใต้ธรรมนูญกรุงโรมของศาลอาญาระหว่างประเทศ การละเมิดอย่างร้ายแรงดังกล่าวถือเป็นอาชญากรรมสงคราม
ปัญหาเรื่อง 'ความยินยอม' รัสเซียอ้างว่าเชลยศึกในกองพลน้อยนี้เป็น 'อาสาสมัคร' อย่างไรก็ตาม ISW และแหล่งข้อมูลอิสระหลายแห่งประเมินว่าการเกณฑ์เชลยศึกใช้การบีบบังคับและขู่เข็ญ ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ การบีบบังคับทำให้ 'ความยินยอม' ที่อ้างไว้เป็นโมฆะ ทหารที่ถูกบอกให้เข้าร่วมมิฉะนั้นจะถูกลงโทษ ถูกประหารชีวิต หรือถูกทรมานต่อไป ไม่สามารถกล่าวได้ว่าอาสาสมัครอย่างอิสระ
หลักฐานการบีบบังคับที่มีอยู่ ทางการยูเครนได้บันทึกกรณีเชลยศึกถูกกดดันให้เซ็นสัญญากับกระทรวงกลาโหมรัสเซีย ศูนย์ประสานงานการปฏิบัติต่อเชลยศึกของยูเครนระบุในเดือนพฤศจิกายน 2025 ว่ามีข้อมูลที่ได้รับการยืนยันเกี่ยวกับสัญญาอย่างน้อย 62 ฉบับที่เชลยศึกยูเครนเซ็นเพื่อสู้รบกับยูเครน รูปแบบการเกณฑ์ทหารแบบบังคับนี้บ่อนทำลายคำกล่าวอ้างเรื่อง 'ความสมัครใจ' ของรัสเซีย
รัสเซียใช้ผู้ต้องขังเป็นทหารไม่ใช่เรื่องใหม่ นับตั้งแต่เริ่มการรุกรานเต็มรูปแบบในปี 2022 มอสโกได้เกณฑ์ผู้ต้องขังระหว่าง 140,000 ถึง 180,000 คนเข้าในหน่วยทหารผ่านโปรแกรมอย่าง Storm-Z อย่างไรก็ตาม การใช้เชลยศึกซึ่งได้รับความคุ้มครองพิเศษภายใต้อนุสัญญาเจนีวาถือเป็นการละเมิดที่แตกต่างและร้ายแรงกว่า ในขณะที่ผู้ต้องขังไม่ได้รับการคุ้มครองในฐานะเชลยศึก แต่นักรบฝ่ายศัตรูที่ถูกจับได้รับการคุ้มครอง และการบังคับให้พวกเขาสู้รบถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง
การจัดตั้งกองพลน้อย特种部队ยูเครนอาสาสมัครที่ 1 แสดงถึงการยกระดับการปฏิบัตินี้อย่างจงใจ การทำให้โครงสร้างหน่วยเป็นทางการและตั้งชื่อเป็นกองพล特种部队 (หน่วยรบพิเศษ) รัสเซียกำลังส่งสัญญาณว่านี่ไม่ใช่มาตรการเฉพาะหน้าในสนามรบ แต่เป็นนโยบายที่ยั่งยืน ประชาคมระหว่างประเทศ รวมถึง ISW และทางการยูเครน ได้ประณามการเคลื่อนไหวนี้ว่าเป็นอาชญากรรมสงครามตามอนุสัญญาเจนีวาอย่างชัดเจน