ลองนึกภาพตามง่ายๆ ว่า ก่อนที่เราจะซื้อรถยนต์สักคันเรายังต้องเทสต์ขับก่อน ฉันใดก็ฉันนั้น Google ในฐานะยักษ์ใหญ่เทคโนโลยี ก็ใช้เวลา “ทดสอบฝีมือ” โรงงานของ Intel อย่างละเอียดก่อนเซ็นสัญญา การที่ Intel ผ่านบททดสอบนี้ได้จึงเป็นเครื่องการันตีความสามารถทางเทคนิคที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่ข่าวลือ
Morgan Stanley ยังได้ประเมินอีกว่า Google มีแผนจะผลิต TPU รวมกันมากกว่า 6 ล้านชิ้น ในช่วงปี 2027 และ 2028 ซึ่งหมายความว่าความสัมพันธ์ระหว่าง Google และ Intel อาจขยายขอบเขตไปไกลกว่าคำสั่งซื้อในปี 2028 อย่างมีนัยสำคัญ
เบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้ สำนักข่าวหลายแห่งรายงานตรงกันว่า หนึ่งในแรงผลักดันหลักคือ “TSMC ไม่สามารถตอบสนองความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นได้ทัน” การที่ Google ตัดสินใจสร้างความสัมพันธ์กับผู้ผลิตรายที่สอง (Second Source) อย่างเป็นทางการ จึงเป็นสัญญาณว่าอุตสาหกรรมไม่สามารถพึ่งพาผู้ผลิตเพียงรายเดียวได้อีกต่อไป
หากเปรียบ Google คือคู่รักที่ตกลงปลงใจแต่งงานแล้ว Nvidia คือคนที่เริ่ม “เปิดใจ” และอยู่ในขั้นตอน “ดูใจ” กันอยู่ รายงานระบุว่า Nvidia กำลังทดสอบกระบวนการผลิตล้ำสมัยที่เรียกว่า 18A และเทคโนโลยีแพ็กเกจจิง EMIB สำหรับสถาปัตยกรรม GPU รุ่นใหม่ที่มีข่าวว่าจะใช้ชื่อว่า “Feynman” ในปี 2028 แต่จนถึงตอนนี้ มันเป็นเพียงการประเมินและทดสอบเบื้องต้นเท่านั้น ยังไม่มีคำสั่งซื้อที่แน่ชัด
ยิ่งไปกว่านั้น นักวิเคราะห์มองว่า ต่อให้ Nvidia ตัดสินใจใช้ Intel จริงๆ ก็คงเป็นเพียงการว่าจ้างให้ผลิตแค่ชิ้นส่วนบางส่วนอย่าง “I/O die” ซึ่งอาจคิดเป็นสัดส่วนเพียง 25% ของเนื้อหาชิบทั้งหมดบนแผ่นเวเฟอร์สำหรับ Feynman ตัวหลักๆ ยังไงก็ยังต้องพึ่ง TSMC อยู่ดี แต่อย่างน้อย นี่ก็อาจเป็นก้าวแรกที่ทำให้ Intel ก้าวเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่การผลิตของผู้เล่น GPU AI ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก
ไม่ใช่แค่ชาวเทคโนโลยีที่ตื่นเต้น แต่นักลงทุนก็ตอบรับข่าวนี้อย่างคึกคัก ราคาหุ้นของ Intel (INTC) พุ่งขึ้นประมาณ 9–12% ในการซื้อขายช่วงเช้าของวันที่ 8 มิถุนายน 2026 ทันทีที่รายงานเกี่ยวกับ Google และ Nvidia ถูกเผยแพร่ออกไป
การปรับตัวขึ้นของราคาหุ้นครั้งนี้สะท้อนถึงความหวังครั้งใหม่ที่นักลงทุนมีต่อยุทธศาสตร์การพลิกฟื้นธุรกิจโรงงานผลิตชิปของ Intel ที่ตอนนี้เริ่มมีชื่อของลูกค้ารายใหญ่ๆ อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่เรื่องเล่าในกระดาษอีกต่อไป
แม้ว่าข่าว TPU จะโด่งดังที่สุด แต่ความสัมพันธ์ระหว่าง Intel และ Google นั้นแน่นแฟ้นและลึกซึ้งกว่านั้นมาก เมื่อเดือนเมษายน 2026 ทั้งสองบริษัทเพิ่งประกาศความร่วมมือระยะยาวหลายปีในการใช้หน่วยประมวลผล Intel Xeon ในโครงสร้างพื้นฐานของ Google Cloud สำหรับงาน AI โดยเฉพาะงานประมวลผลแบบวินิจฉัย (Inference)
ความร่วมมือนี้รวมไปถึงการพัฒนาชิปร่วมกันสำหรับการประมวลผลเฉพาะทางที่เรียกว่า IPUs (Infrastructure Processing Units) เพื่อเพิ่มความเร็วและประสิทธิภาพในการจัดการเน็ตเวิร์คและการเก็บข้อมูลในดาต้าเซ็นเตอร์ ความร่วมมือระดับ CPU นี้ยังเป็นเครื่องย้ำเตือนว่า กลยุทธ์ของ Intel ไม่ได้พึ่งพาแค่ธุรกิจโรงงานรับจ้างผลิตเท่านั้น แต่ Xeon ยังคงเป็น “พระเอก” ในโครงสร้างพื้นฐานของ AI ยุคใหม่
ตั้งแต่ Lip-Bu Tan เข้ามารับตำแหน่งซีอีโอในเดือนมีนาคม 2025 เขาได้เดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ ตัดลดขั้นตอนการจัดการที่ไม่จำเป็น และขายทรัพย์สินที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักทิ้ง พร้อมเดินหน้าเรื่องเทคโนโลยีอย่างดุดัน
Tan ได้รายงานว่า กระบวนการผลิต 18A ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุดของ Intel ในตอนนี้ ได้เริ่มการผลิตในปริมาณมากเพื่อรองรับชิปตระกูล Panther Lake แล้ว และที่สำคัญ อัตราผลผลิต (Yield) หรือจำนวนชิปที่ใช้งานได้จริงต่อการผลิตหนึ่งครั้ง กำลังดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในอัตราประมาณ 7% ต่อเดือน และทำได้ดีกว่าเป้าหมายภายในของบริษัทเองเสียอีก
สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือวิสัยทัศน์ของ Tan ที่มองว่า “ยุคต่อไปของ AI จะทำให้ CPU กลับมามีความสำคัญอีกครั้ง” เขาชี้ให้เห็นว่าในครึ่งหลังของปี 2025 ปริมาณงานด้านการวินิจฉัย (Inference) แซงหน้างานด้านการเทรนโมเดลไปแล้ว และระบบ AI แบบ Agentic รูปแบบใหม่ที่กำลังจะมา ก็ต้องการพลังประมวลผลจาก CPU มากกว่าการเทรน AI แบบเดิมๆ อย่างมาก
ในมุมมองของ Tan ซีพียูไม่ได้เป็นแค่ส่วนประกอบพื้นฐานอีกต่อไป แต่มันคือ "ผู้ควบคุมวงออร์เคสตรา" และ "ศูนย์บัญชาการ" ที่สำคัญ ของระบบ AI ทั้งหมด
การพลิกฟื้นของ Intel ยังคงเป็นการเดินทางระยะยาวที่มีอุปสรรคมากมาย แต่ด้วยการสั่งซื้อที่เป็นรูปธรรมจากยักษ์ใหญ่อย่าง Google, การขยายความร่วมมือกับ Nvidia แม้จะยังอยู่ในขั้นทดสอบ, แนวโน้มการกลับมาของความต้องการซีพียู, และวิสัยทัศน์ที่เฉียบคมของผู้นำองค์กร ทั้งหมดนี้กำลังก่อร่างสร้างรากฐานที่น่าเชื่อถือให้ Intel ไม่ใช่แค่ในฐานะผู้ผลิตชิปตามสั่ง แต่ในฐานะผู้เล่นในสมรภูมิการประมวลผลแห่งยุค AI อีกครั้งหนึ่ง
Comments
0 comments