ในงาน IEEE ISCAS 2026 ณ เซี่ยงไฮ้ ฮีทิงโป 'ราชินีชิป' แห่งหัวเว่ย เปิดตัวกฎ Tau (τ) Scaling Law กรอบการออกแบบใหม่ที่ซ้อนวงจรลอจิกในแนวตั้ง ตั้งเป้าความหนาแน่นทรานซิสเตอร์เทียบเท่าเทคโนโลยี 1.4 นาโนเมตรภายในปี 2031 โดย... แนวทางที่ถูกเรียกขานภายในองค์กรว่า 'Her's Law' เปลี่ยนตัวชี้วัดหลักในการพัฒนาชิปจาก 'การลดขนาดทา...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What is the scaling law that He Tingbo — Huawei's "chip queen" — recently introduced at the IEEE International Symposium on Circuits and Sys. Article summary: ## The Tau (τ) Scaling Law. Topic tags: general, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "## Huawei Introduces Tau Scaling Law for Future Chips. May 27, 2026 — On Monday, at the 2026 IEEE International Symposium on Circuits and Systems in Shanghai, He Tingbo, President" source context "HPCwire - Since 1987 – Covering the Fastest Computers in the World and the People Who Run Them" Reference image 2: visual subject "## Huawei Introduces Tau Scaling Law for Future Chips. May 27, 2026 — On Monday, at the 2026 IEEE International Symposium on Circuits and Systems in Shanghai, He Tingbo, President"
บนเวที IEEE International Symposium on Circuits and Systems (ISCAS) ปี 2026 ณ นครเซี่ยงไฮ้ ชื่อของ ฮีทิงโป (He Tingbo) หรือที่รู้จักกันในนาม 'ราชินีชิป' (Chip Queen) แห่งหัวเว่ย ได้ถูกจารึกอีกครั้งในประวัติศาสตร์วงการเทคโนโลยีโลก การขึ้นกล่าวปาฐกถาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การนำเสนอผลงานทางวิชาการธรรมดา แต่มันคือการประกาศศักดาหลังจากที่เธอหายหน้าไปจากสาธารณชนนานถึง 7 ปี นับตั้งแต่สหรัฐอเมริกาขึ้นบัญชีดำหัวเว่ยในปี 2019 ตัดท่อน้ำเลี้ยงเทคโนโลยีการผลิตชิปขั้นสูงจากโลกตะวันตกจนเกือบหมดสิ้น
หัวใจสำคัญของวาทะครั้งนั้นคือการเปิดตัว 'กฎสเกลลิ่งเทา' หรือ Tau (τ) Scaling Law ซึ่งหัวเว่ยประกาศกร้าวว่าไม่ใช่แค่ 'ตัวช่วย' แต่คือ 'ผู้สืบทอด' ของกฎของมัวร์ (Moore's Law) โดยตรง ,
และในวงในของบริษัท กฎนี้ถูกขนานนามอย่างให้เกียรติว่า 'กฎของเธอ' (Her's Law)
,
หากถามว่า 'กฎของเทา' แตกต่างจากรากฐานเดิมของอุตสาหกรรมชิปอย่างไร คำตอบที่ง่ายที่สุดคือ การเปลี่ยนไม้บรรทัดวัดความสำเร็จ
กฎของมัวร์ที่ครองโลกมากว่า 60 ปี โฟกัสไปที่การย่อขนาดทางเรขาคณิต (Geometric Scaling) หรือการอัดจำนวนทรานซิสเตอร์ให้ได้มากที่สุดบนแผ่นซิลิคอนพื้นที่จำกัด แต่กฎของเทาเปลี่ยนมาโฟกัสที่ 'เวลา (τ)' เป็นหลัก โดยวัดผลจากความเร็วที่สัญญาณไฟฟ้าเคลื่อนที่ผ่านอุปกรณ์ วงจร ตัวชิป และระบบคอมพิวเตอร์โดยรวม ,
กล่าวให้เห็นภาพคือ จากเดิมที่เราถามว่า 'เราทำให้มันเล็กลงได้แค่ไหน?' เรากำลังเปลี่ยนไปถามว่า 'เราทำให้มันวิ่งเร็วขึ้นได้แค่ไหน?'
สถาปัตยกรรมที่จะทำให้แนวคิดนี้เกิดขึ้นได้จริงมีชื่อว่า 'LogicFolding' มันคือการออกแบบวงจรแบบสามมิติที่ไม่ต้องง้อเครื่องจักรผลิตชิประบบ Extreme Ultraviolet Lithography (EUV) ซึ่งเป็นสุดยอดเทคโนโลยีที่ถูกสหรัฐฯ สกัดกั้นไว้ โดย LogicFolding จะทำการซ้อนวงจรลอจิกขึ้นในแนวตั้ง ซึ่งหัวเว่ยระบุว่าช่วยเพิ่มความหนาแน่นของทรานซิสเตอร์ได้มากถึง 55% และประหยัดพลังงานมากขึ้น ,
นอกจากนี้ ฮีทิงโปยังได้ตีพิมพ์กรอบคณิตศาสตร์ของแนวคิดนี้เผยแพร่บนเว็บไซต์ ChinaXiv.org อีกด้วย
เป้าหมายที่หัวเว่ยตั้งไว้อย่างชัดเจนคือการสร้างชิปที่มีความหนาแน่นของทรานซิสเตอร์เทียบเท่ากับกระบวนการผลิตระดับ 1.4 นาโนเมตร ให้ได้ภายในปี 2031 โดยไม่ต้องมีเครื่องจักร EUV ล้ำยุคของ ASML อยู่ในมือเลยแม้แต่เครื่องเดียว ,
,
และในปีนี้เอง เราอาจจะได้เห็น Kirin ชิปเซ็ตตัวแรกที่ถูกออกแบบภายใต้กฎของเทาทั้งหมดในสมาร์ทโฟนตระกูล Mate
การกลับมาของฮีทิงโปและกฎของเทา ไม่ใช่แค่เรื่องของความเป็นไปได้ทางวิศวกรรม แต่คือหมากสำคัญใน 'สงครามชิป' ระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา นับตั้งแต่วันที่หัวเว่ยถูกขึ้นบัญชีดำและถูกตัดขาดจากโลกของเครื่องมือและโรงงานผลิตชิปขั้นสูง (เช่น TSMC และ ASML) หนทางรอดเพียงหนึ่งเดียวคือการเปลี่ยนกฎของเกมทั้งหมด
ฮีทิงโปและทีมงานไม่ได้ใช้เวลาไปกับการท้อแท้ แต่ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา พวกเขาอ้างว่าได้ออกแบบและผลิตชิปตามแนวคิดนี้ไปแล้วถึง 381 แบบ คำพูดของฮีทิงโปที่ให้สัมภาษณ์แก่สำนักข่าวซินหัว สะท้อนจิตวิญญาณของการต่อสู้ครั้งนี้ได้เป็นอย่างดี: 'เมื่อไม่มีทางถอย นั่นแหละคือหนทางแห่งชัยชนะ'
,
กลยุทธ์ของหัวเว่ยคือการนิยามความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเสียใหม่ แทนที่จะวิ่งไล่ตามคู่แข่งบนเส้นทางเดิมของกฎของมัวร์ (ซึ่งต้องพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานระดับโลกที่ถูกปิดกั้น) หัวเว่ยกำลังพยายามโน้มน้าวอุตสาหกรรมให้หันมาเชื่อว่า 'ตัวชี้วัดที่แท้จริงของความก้าวหน้า' ไม่ใช่จำนวนทรานซิสเตอร์ แต่เป็น 'ความเร็วของผลลัพธ์ ณ ระดับระบบ' โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านคลัสเตอร์ AI และศูนย์ข้อมูล ซึ่งเวลาหน่วงของระบบ (System-level Latency) มีความสำคัญมากกว่าความหนาแน่นของทรานซิสเตอร์เฉพาะจุด ,
,
แม้จะเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ แต่พึงระลึกว่า ยังไม่มีบุคคลที่สามที่เชื่อถือได้ออกมายืนยันประสิทธิภาพหรือกระบวนการผลิตที่หัวเว่ยกล่าวอ้าง ตัวเลขที่น่าตื่นตาตื่นใจอย่าง 'ความหนาแน่นเทียบเท่า 1.4 นาโนเมตรในปี 2031' นั้นเป็นเพียงการคาดการณ์ของหัวเว่ยเท่านั้น ไม่ใช่ผลทดสอบอิสระ ,
นอกจากนี้ ความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ของแนวคิดซ้อนวงจรลอจิกในแนวตั้งนั้นเป็นโจทย์ที่ท้าทายอุตสาหกรรมมาอย่างยาวนาน เพราะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาเรื่องการระบายความร้อนและความซับซ้อนในการผลิตมหาศาล LogicFolding จะก้าวข้ามปัญหานี้ได้จริงในระดับแมสโปรดักชั่นหรือไม่ ยังเป็นสิ่งที่ต้องจับตาดูกันต่อไป
ถึงกระนั้น ไม่อาจปฏิเสธได้ว่านี่คือเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ เพราะมันเป็น ครั้งแรกที่บริษัทยักษ์ใหญ่ของจีนประกาศเจตนารมณ์ในการเขียนกฎใหม่ให้กับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก แทนที่จะเป็นเพียงผู้ตามบทที่เขียนขึ้นในโลกตะวันตก
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
ในงาน IEEE ISCAS 2026 ณ เซี่ยงไฮ้ ฮีทิงโป 'ราชินีชิป' แห่งหัวเว่ย เปิดตัวกฎ Tau (τ) Scaling Law กรอบการออกแบบใหม่ที่ซ้อนวงจรลอจิกในแนวตั้ง ตั้งเป้าความหนาแน่นทรานซิสเตอร์เทียบเท่าเทคโนโลยี 1.4 นาโนเมตรภายในปี 2031 โดย...
ในงาน IEEE ISCAS 2026 ณ เซี่ยงไฮ้ ฮีทิงโป 'ราชินีชิป' แห่งหัวเว่ย เปิดตัวกฎ Tau (τ) Scaling Law กรอบการออกแบบใหม่ที่ซ้อนวงจรลอจิกในแนวตั้ง ตั้งเป้าความหนาแน่นทรานซิสเตอร์เทียบเท่าเทคโนโลยี 1.4 นาโนเมตรภายในปี 2031 โดย... แนวทางที่ถูกเรียกขานภายในองค์กรว่า 'Her's Law' เปลี่ยนตัวชี้วัดหลักในการพัฒนาชิปจาก 'การลดขนาดทางกายภาพ' ไปสู่ 'การลดระยะเวลาที่สัญญาณเดินทาง' หรือค่า 'Tau' โดยหัวเว่ยอ้างว่าใช้หลักการนี้ผลิตชิปไปแล้วกว่า 381 แบบ ในช่...