ข้อมูลที่เปิดเผยในขณะนี้ยังไม่เพียงพอที่จะระบุ C2Looper ว่าเป็นผลงานของกลุ่มแรนซัมแวร์รายใดโดยชัดเจน การพบความคล้ายคลึงกับโครงสร้างพื้นฐานของมัลแวร์อื่นจึงควรถูกมองเป็นเบาะแสสำหรับการสืบสวน ไม่ใช่หลักฐานว่ามีผู้พัฒนาหรือผู้ควบคุมรายเดียวกัน
ตัวอย่างรุ่นเก่าสื่อสารกับเซิร์ฟเวอร์ควบคุมของผู้โจมตีผ่าน HTTP แบบ plaintext และใช้ข้อมูลคำสั่งในรูปแบบ JSON รายงานระบุว่ามีการ polling ถี่มาก บางตัวอย่างตรวจสอบคำสั่งทุกประมาณหนึ่งวินาที พฤติกรรมดังกล่าวอาจสร้างสัญญาณที่สังเกตได้ทั้งบนเครื่องปลายทางและในเครือข่าย
ข้อมูล beacon ของมัลแวร์ใช้ระบุเครื่องเหยื่อผ่านข้อมูลต่าง ๆ เช่น ชื่อผู้ใช้ Windows ชื่อโฮสต์ DNS หมายเลขโปรเซสของ C2Looper และรหัสบอตที่สร้างจากชื่อโฮสต์กับชื่อผู้ใช้ โดยส่งข้อมูลไปยังเส้นทาง /api/beacon และส่งผลลัพธ์ของคำสั่งกลับผ่าน /api/result/
ชุดคำสั่งที่พบช่วยให้ผู้ควบคุมมีอำนาจเหนือเครื่องที่ติดเชื้อได้อย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่
กลไกอัปเดตที่น่าสนใจใช้คำสั่ง upload เพื่อดึงไฟล์ปฏิบัติการแบบพกพาจาก URL ที่ผู้โจมตีกำหนด จากนั้นบันทึกไฟล์ดังกล่าวเป็น DLL ในไดเรกทอรี OneDrive ภายในโปรไฟล์ผู้ใช้ โดยตัวอย่างที่มีการรายงานพบไฟล์ชื่อ wtsapi32.dll ใน %LocalAppData%\\Microsoft\\OneDrive
หลังจากนั้น มัลแวร์สามารถหยุดโปรเซส OneDrive และอาศัยไฟล์ปฏิบัติการ OneDrive ที่ถูกต้องตามปกติให้โหลด DLL ที่แฝงไว้ เทคนิคนี้เรียกว่า DLL sideloading คือการวางโค้ดอันตรายไว้ข้างไฟล์ที่เชื่อถือได้ แล้วใช้พฤติกรรมการโหลดไลบรารีตามปกติของโปรแกรมนั้นเพื่อทำงาน
สำหรับฝ่ายป้องกัน จุดสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการพบ OneDrive ในเครื่อง แต่คือการตรวจสอบว่าไฟล์ปฏิบัติการ OneDrive ที่ถูกต้องกำลังโหลด DLL ที่ไม่คาดคิดจากตำแหน่งผิดปกติหรือไดเรกทอรีที่ผู้ใช้สามารถเขียนไฟล์ได้หรือไม่
C2Looper ใช้การถอดรหัสข้อความด้วย XOR ระหว่างทำงาน โดยมีรายงานว่าใช้คีย์ขนาด 8 ไบต์ซ้ำกัน นอกจากนี้ยังแก้ไขการเรียกใช้ Windows API แบบไดนามิกผ่าน LoadLibrary และ GetProcAddress เทคนิคเหล่านี้อาจทำให้การวิเคราะห์ไฟล์แบบ static เพียงอย่างเดียวเห็นข้อมูลได้น้อยลง และเพิ่มความสำคัญของข้อมูลพฤติกรรมจากระบบ EDR
C2Looper รุ่นใหม่เปลี่ยนจากการใช้เซิร์ฟเวอร์ C2 แบบดั้งเดิมมาใช้ repository บน GitHub สำหรับส่งคำสั่ง รับ beacon ส่งผลลัพธ์ และในรายงานเกี่ยวกับรุ่นใหม่นั้นยังรวมถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเพย์โหลดด้วย
เครื่องที่ติดเชื้อแต่ละเครื่องจะได้รับไดเรกทอรีเฉพาะของตัวเองภายใน repository มัลแวร์จะอ่านคำสั่งจากไฟล์ cmd.json ดำเนินการตามคำสั่ง แล้วเขียนผลลัพธ์ลงในไฟล์ result.json ของไดเรกทอรีเดียวกัน วิธีนี้ทำให้ผู้โจมตีสามารถส่งคำสั่งและเก็บผลลัพธ์ผ่านไฟล์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องดูแลเซิร์ฟเวอร์ C2 เฉพาะของตัวเอง
การใช้ GitHub ซึ่งเป็นบริการที่มีการใช้งานอย่างถูกต้องในงานพัฒนาและธุรกิจ อาจทำให้การบล็อกโดเมนแบบง่าย ๆ มีประสิทธิภาพลดลง แนวทางที่เหมาะสมกว่าคือการตรวจสอบพฤติกรรม เช่น การเข้าถึง repository หรือ API ของ GitHub เป็นช่วงเวลาสม่ำเสมอจากเครื่องที่ไม่มีเหตุผลทางธุรกิจต้องใช้งาน และการพบไฟล์ JSON แยกตามเครื่องที่มีรูปแบบน่าสงสัย
การย้ายไปใช้ GitHub รวมถึงความสามารถด้านการทำงานกับเพย์โหลดที่เพิ่มขึ้นในตัวอย่างรุ่นใหม่ บ่งชี้ว่า C2Looper ยังคงอยู่ระหว่างการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ThreatLabz ประเมินด้วยความเชื่อมั่นระดับต่ำถึงปานกลางว่า C2Looper อาจถูกส่งผ่านห่วงโซ่การติดเชื้อแบบหลายขั้นตอนที่เรียกว่า ClickFix ในรูปแบบนี้ เหยื่อจะเห็นหน้าต่างยืนยันตัวตนปลอม ข้อผิดพลาดของเบราว์เซอร์ CAPTCHA หรือข้อความอ้างว่าต้องแก้ไขปัญหาระบบ จากนั้นถูกโน้มน้าวให้คัดลอกและรันคำสั่งผ่าน PowerShell หน้าต่าง Run ของ Windows หรือช่องทางคำสั่งอื่น
จุดที่ผู้ใช้เข้ามามีส่วนร่วมจึงเป็นโอกาสสำคัญในการป้องกัน เว็บไซต์หรือข้อความจากเบราว์เซอร์ไม่ควรขอให้ผู้ใช้วางคำสั่งลงใน PowerShell, Terminal หรือหน้าต่าง Run เพื่อยืนยันตัวตนหรือซ่อมแซมระบบ
รายงานที่เกี่ยวข้องยังพูดถึงการหลอกลวงทางโทรศัพท์ผ่าน Microsoft Teams และการใช้ Quick Assist ในระบบนิเวศของวิศวกรรมสังคมที่กว้างขึ้น แต่หลักฐานที่มีอยู่ไม่ได้ยืนยันว่าทุกแคมเปญลักษณะดังกล่าวเป็นผู้ส่ง C2Looper องค์กรจึงควรมองความเชื่อมโยงเหล่านี้เป็นบริบทที่เป็นไปได้ ไม่ใช่การระบุแหล่งที่มาอย่างยืนยันแล้ว
องค์กรสามารถเน้นตรวจจับพฤติกรรมที่มีมูลค่าสูง แทนการพยายามบล็อกทุกเครื่องมือหรือบริการที่อาจเกี่ยวข้องกับมัลแวร์
/api/beacon และ /api/result/ แล้วเชื่อมโยงกับโปรเซสใหม่หรือโปรเซสที่น่าสงสัย cmd.json และ result.json ไม่ควรบล็อก GitHub ทั้งหมด แต่ควรแยกจากการใช้งานที่ถูกต้องของนักพัฒนาและระบบ CI/CD cmd.exe, กิจกรรมจากหน้าต่าง Run การค้นหาข้อมูลระบบ การดาวน์โหลดแบบเป็นขั้นตอน และการรัน shell จากไบนารีที่เพิ่งพบ มาตรการทางเทคนิคควรทำควบคู่กับการป้องกันวิศวกรรมสังคม หากเหมาะสมกับลักษณะงาน องค์กรควรกำกับการใช้ PowerShell, script host, ไบนารีที่ไม่ได้รับการเซ็นชื่อ และการรันไฟล์จากไดเรกทอรีที่ผู้ใช้เขียนได้ นอกจากนี้ Application Allowlisting ยังช่วยลดโอกาสที่เพย์โหลดที่ดาวน์โหลดมาจะทำงานได้
ควรอบรมพนักงานและเจ้าหน้าที่ Help Desk อย่างชัดเจนว่า เว็บไซต์ CAPTCHA หน้ายืนยันตัวตน ข้อความแจ้งเตือนของเบราว์เซอร์ หรือผู้ติดต่อฝ่ายสนับสนุนที่ไม่ได้รับการยืนยัน ไม่ควรขอให้ผู้ใช้คัดลอกคำสั่งไปวางใน PowerShell, Terminal หรือ Run
เครื่องมือสนับสนุนระยะไกลควรใช้งานผ่านขั้นตอนที่องค์กรอนุมัติ ช่องทางสนับสนุนที่ตรวจสอบแล้ว การยืนยันตัวตนหลายปัจจัย การบันทึกเซสชัน และการทบทวนเซสชันที่ผิดปกติอย่างรวดเร็ว
การแบ่งเครือข่ายเป็นส่วนย่อย การใช้สิทธิ์เท่าที่จำเป็น การเปิดใช้ MFA การเร่งอุดช่องโหว่ของระบบที่เปิดสู่สาธารณะ และการมีข้อมูลสำรองแบบออฟไลน์หรือแก้ไขไม่ได้ที่ผ่านการทดสอบแล้ว จะช่วยจำกัดผลกระทบหาก C2Looper ถูกตรวจพบ หากเครื่องใดมี beacon ที่น่าสงสัย การรัน shell หรือ DLL sideloading ให้แยกเครื่องออกจากเครือข่ายโดยเร็ว พร้อมเก็บบันทึกจาก endpoint ข้อมูลเครือข่าย และหน่วยความจำตามความเหมาะสมเพื่อการสืบสวน
ความสำคัญของ C2Looper อยู่ที่การพัฒนาจากแบ็กดอร์ที่ควบคุมผ่าน HTTP แบบตรงไปตรงมา ไปสู่ implant ที่ยืดหยุ่นกว่าและใช้ repository บน GitHub เป็นโครงสร้างพื้นฐานปฏิบัติการ ความสามารถด้าน remote shell การสำรวจระบบ การดาวน์โหลด และการอัปเดต ทำให้มันเป็นจุดยึดที่มีศักยภาพสำหรับการบุกรุกที่เกี่ยวข้องกับแรนซัมแวร์ แต่หลักฐานปัจจุบันยังสนับสนุนการประเมินอย่างระมัดระวัง ไม่ใช่การระบุผู้โจมตีอย่างเด็ดขาด
แนวทางป้องกันที่แข็งแรงที่สุดคือการทำให้ผู้ใช้ไม่หลงกล ClickFix ควบคู่กับการตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ ได้แก่ การรันคำสั่ง การโหลด DLL ผ่าน OneDrive การ polling HTTP ที่ถี่มาก และการเข้าถึง repository บน GitHub โดยไม่มีเหตุผลที่อธิบายได้
ข้อมูลที่เปิดเผยในขณะนี้ยังไม่เพียงพอที่จะระบุ C2Looper ว่าเป็นผลงานของกลุ่มแรนซัมแวร์รายใดโดยชัดเจน การพบความคล้ายคลึงกับโครงสร้างพื้นฐานของมัลแวร์อื่นจึงควรถูกมองเป็นเบาะแสสำหรับการสืบสวน ไม่ใช่หลักฐานว่ามีผู้พัฒนาหรือผู้ควบคุมรายเดียวกัน
ตัวอย่างรุ่นเก่าสื่อสารกับเซิร์ฟเวอร์ควบคุมของผู้โจมตีผ่าน HTTP แบบ plaintext และใช้ข้อมูลคำสั่งในรูปแบบ JSON รายงานระบุว่ามีการ polling ถี่มาก บางตัวอย่างตรวจสอบคำสั่งทุกประมาณหนึ่งวินาที พฤติกรรมดังกล่าวอาจสร้างสัญญาณที่สังเกตได้ทั้งบนเครื่องปลายทางและในเครือข่าย
ข้อมูล beacon ของมัลแวร์ใช้ระบุเครื่องเหยื่อผ่านข้อมูลต่าง ๆ เช่น ชื่อผู้ใช้ Windows ชื่อโฮสต์ DNS หมายเลขโปรเซสของ C2Looper และรหัสบอตที่สร้างจากชื่อโฮสต์กับชื่อผู้ใช้ โดยส่งข้อมูลไปยังเส้นทาง /api/beacon และส่งผลลัพธ์ของคำสั่งกลับผ่าน /api/result/
ชุดคำสั่งที่พบช่วยให้ผู้ควบคุมมีอำนาจเหนือเครื่องที่ติดเชื้อได้อย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่
กลไกอัปเดตที่น่าสนใจใช้คำสั่ง upload เพื่อดึงไฟล์ปฏิบัติการแบบพกพาจาก URL ที่ผู้โจมตีกำหนด จากนั้นบันทึกไฟล์ดังกล่าวเป็น DLL ในไดเรกทอรี OneDrive ภายในโปรไฟล์ผู้ใช้ โดยตัวอย่างที่มีการรายงานพบไฟล์ชื่อ wtsapi32.dll ใน %LocalAppData%\\Microsoft\\OneDrive
หลังจากนั้น มัลแวร์สามารถหยุดโปรเซส OneDrive และอาศัยไฟล์ปฏิบัติการ OneDrive ที่ถูกต้องตามปกติให้โหลด DLL ที่แฝงไว้ เทคนิคนี้เรียกว่า DLL sideloading คือการวางโค้ดอันตรายไว้ข้างไฟล์ที่เชื่อถือได้ แล้วใช้พฤติกรรมการโหลดไลบรารีตามปกติของโปรแกรมนั้นเพื่อทำงาน
สำหรับฝ่ายป้องกัน จุดสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการพบ OneDrive ในเครื่อง แต่คือการตรวจสอบว่าไฟล์ปฏิบัติการ OneDrive ที่ถูกต้องกำลังโหลด DLL ที่ไม่คาดคิดจากตำแหน่งผิดปกติหรือไดเรกทอรีที่ผู้ใช้สามารถเขียนไฟล์ได้หรือไม่
C2Looper ใช้การถอดรหัสข้อความด้วย XOR ระหว่างทำงาน โดยมีรายงานว่าใช้คีย์ขนาด 8 ไบต์ซ้ำกัน นอกจากนี้ยังแก้ไขการเรียกใช้ Windows API แบบไดนามิกผ่าน LoadLibrary และ GetProcAddress เทคนิคเหล่านี้อาจทำให้การวิเคราะห์ไฟล์แบบ static เพียงอย่างเดียวเห็นข้อมูลได้น้อยลง และเพิ่มความสำคัญของข้อมูลพฤติกรรมจากระบบ EDR
C2Looper รุ่นใหม่เปลี่ยนจากการใช้เซิร์ฟเวอร์ C2 แบบดั้งเดิมมาใช้ repository บน GitHub สำหรับส่งคำสั่ง รับ beacon ส่งผลลัพธ์ และในรายงานเกี่ยวกับรุ่นใหม่นั้นยังรวมถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเพย์โหลดด้วย
เครื่องที่ติดเชื้อแต่ละเครื่องจะได้รับไดเรกทอรีเฉพาะของตัวเองภายใน repository มัลแวร์จะอ่านคำสั่งจากไฟล์ cmd.json ดำเนินการตามคำสั่ง แล้วเขียนผลลัพธ์ลงในไฟล์ result.json ของไดเรกทอรีเดียวกัน วิธีนี้ทำให้ผู้โจมตีสามารถส่งคำสั่งและเก็บผลลัพธ์ผ่านไฟล์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องดูแลเซิร์ฟเวอร์ C2 เฉพาะของตัวเอง
การใช้ GitHub ซึ่งเป็นบริการที่มีการใช้งานอย่างถูกต้องในงานพัฒนาและธุรกิจ อาจทำให้การบล็อกโดเมนแบบง่าย ๆ มีประสิทธิภาพลดลง แนวทางที่เหมาะสมกว่าคือการตรวจสอบพฤติกรรม เช่น การเข้าถึง repository หรือ API ของ GitHub เป็นช่วงเวลาสม่ำเสมอจากเครื่องที่ไม่มีเหตุผลทางธุรกิจต้องใช้งาน และการพบไฟล์ JSON แยกตามเครื่องที่มีรูปแบบน่าสงสัย
การย้ายไปใช้ GitHub รวมถึงความสามารถด้านการทำงานกับเพย์โหลดที่เพิ่มขึ้นในตัวอย่างรุ่นใหม่ บ่งชี้ว่า C2Looper ยังคงอยู่ระหว่างการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ThreatLabz ประเมินด้วยความเชื่อมั่นระดับต่ำถึงปานกลางว่า C2Looper อาจถูกส่งผ่านห่วงโซ่การติดเชื้อแบบหลายขั้นตอนที่เรียกว่า ClickFix ในรูปแบบนี้ เหยื่อจะเห็นหน้าต่างยืนยันตัวตนปลอม ข้อผิดพลาดของเบราว์เซอร์ CAPTCHA หรือข้อความอ้างว่าต้องแก้ไขปัญหาระบบ จากนั้นถูกโน้มน้าวให้คัดลอกและรันคำสั่งผ่าน PowerShell หน้าต่าง Run ของ Windows หรือช่องทางคำสั่งอื่น
จุดที่ผู้ใช้เข้ามามีส่วนร่วมจึงเป็นโอกาสสำคัญในการป้องกัน เว็บไซต์หรือข้อความจากเบราว์เซอร์ไม่ควรขอให้ผู้ใช้วางคำสั่งลงใน PowerShell, Terminal หรือหน้าต่าง Run เพื่อยืนยันตัวตนหรือซ่อมแซมระบบ
รายงานที่เกี่ยวข้องยังพูดถึงการหลอกลวงทางโทรศัพท์ผ่าน Microsoft Teams และการใช้ Quick Assist ในระบบนิเวศของวิศวกรรมสังคมที่กว้างขึ้น แต่หลักฐานที่มีอยู่ไม่ได้ยืนยันว่าทุกแคมเปญลักษณะดังกล่าวเป็นผู้ส่ง C2Looper องค์กรจึงควรมองความเชื่อมโยงเหล่านี้เป็นบริบทที่เป็นไปได้ ไม่ใช่การระบุแหล่งที่มาอย่างยืนยันแล้ว
องค์กรสามารถเน้นตรวจจับพฤติกรรมที่มีมูลค่าสูง แทนการพยายามบล็อกทุกเครื่องมือหรือบริการที่อาจเกี่ยวข้องกับมัลแวร์
/api/beacon และ /api/result/ แล้วเชื่อมโยงกับโปรเซสใหม่หรือโปรเซสที่น่าสงสัย cmd.json และ result.json ไม่ควรบล็อก GitHub ทั้งหมด แต่ควรแยกจากการใช้งานที่ถูกต้องของนักพัฒนาและระบบ CI/CD cmd.exe, กิจกรรมจากหน้าต่าง Run การค้นหาข้อมูลระบบ การดาวน์โหลดแบบเป็นขั้นตอน และการรัน shell จากไบนารีที่เพิ่งพบ มาตรการทางเทคนิคควรทำควบคู่กับการป้องกันวิศวกรรมสังคม หากเหมาะสมกับลักษณะงาน องค์กรควรกำกับการใช้ PowerShell, script host, ไบนารีที่ไม่ได้รับการเซ็นชื่อ และการรันไฟล์จากไดเรกทอรีที่ผู้ใช้เขียนได้ นอกจากนี้ Application Allowlisting ยังช่วยลดโอกาสที่เพย์โหลดที่ดาวน์โหลดมาจะทำงานได้
ควรอบรมพนักงานและเจ้าหน้าที่ Help Desk อย่างชัดเจนว่า เว็บไซต์ CAPTCHA หน้ายืนยันตัวตน ข้อความแจ้งเตือนของเบราว์เซอร์ หรือผู้ติดต่อฝ่ายสนับสนุนที่ไม่ได้รับการยืนยัน ไม่ควรขอให้ผู้ใช้คัดลอกคำสั่งไปวางใน PowerShell, Terminal หรือ Run
เครื่องมือสนับสนุนระยะไกลควรใช้งานผ่านขั้นตอนที่องค์กรอนุมัติ ช่องทางสนับสนุนที่ตรวจสอบแล้ว การยืนยันตัวตนหลายปัจจัย การบันทึกเซสชัน และการทบทวนเซสชันที่ผิดปกติอย่างรวดเร็ว
การแบ่งเครือข่ายเป็นส่วนย่อย การใช้สิทธิ์เท่าที่จำเป็น การเปิดใช้ MFA การเร่งอุดช่องโหว่ของระบบที่เปิดสู่สาธารณะ และการมีข้อมูลสำรองแบบออฟไลน์หรือแก้ไขไม่ได้ที่ผ่านการทดสอบแล้ว จะช่วยจำกัดผลกระทบหาก C2Looper ถูกตรวจพบ หากเครื่องใดมี beacon ที่น่าสงสัย การรัน shell หรือ DLL sideloading ให้แยกเครื่องออกจากเครือข่ายโดยเร็ว พร้อมเก็บบันทึกจาก endpoint ข้อมูลเครือข่าย และหน่วยความจำตามความเหมาะสมเพื่อการสืบสวน
ความสำคัญของ C2Looper อยู่ที่การพัฒนาจากแบ็กดอร์ที่ควบคุมผ่าน HTTP แบบตรงไปตรงมา ไปสู่ implant ที่ยืดหยุ่นกว่าและใช้ repository บน GitHub เป็นโครงสร้างพื้นฐานปฏิบัติการ ความสามารถด้าน remote shell การสำรวจระบบ การดาวน์โหลด และการอัปเดต ทำให้มันเป็นจุดยึดที่มีศักยภาพสำหรับการบุกรุกที่เกี่ยวข้องกับแรนซัมแวร์ แต่หลักฐานปัจจุบันยังสนับสนุนการประเมินอย่างระมัดระวัง ไม่ใช่การระบุผู้โจมตีอย่างเด็ดขาด
แนวทางป้องกันที่แข็งแรงที่สุดคือการทำให้ผู้ใช้ไม่หลงกล ClickFix ควบคู่กับการตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ ได้แก่ การรันคำสั่ง การโหลด DLL ผ่าน OneDrive การ polling HTTP ที่ถี่มาก และการเข้าถึง repository บน GitHub โดยไม่มีเหตุผลที่อธิบายได้