การสืบสวนพบว่าความเสี่ยงการปนเปื้อนอาจเกี่ยวข้องกับ น้ำมันกรดอะราคิโดนิก (ARA oil) ซึ่งเป็นกรดไขมันที่เติมในนมผงสูตรพรีเมียมเพื่อสนับสนุนพัฒนาการสมองและสายตาของทารก
รายงานหลายฉบับเชื่อมโยงส่วนผสมนี้กับบริษัท CABIO Biotech จากจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิต ARA oil ที่จัดส่งให้ผู้ผลิตนมผงหลายแบรนด์ทั่วโลก
เนื่องจากผู้ผลิตจำนวนมากใช้ซัพพลายเออร์รายเดียวกัน ปัญหาจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่ลุกลามเป็นปัญหาทั้งอุตสาหกรรม และสะท้อนความเปราะบางของ ห่วงโซ่อุปทานส่วนผสมอาหารเด็กที่มีผู้ผลิตกระจุกตัวสูง
Nestlé ระบุว่าการตรวจสอบตามปกติหลังติดตั้งอุปกรณ์ใหม่ในโรงงานที่เนเธอร์แลนด์พบ cereulide ในระดับต่ำมาก ในตัวอย่างผลิตภัณฑ์ บริษัทจึงหยุดสายการผลิตทันทีและส่งตัวอย่างไปตรวจสอบเพิ่มเติม
การวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการยืนยันว่ามีสารพิษในบางล็อตของผลิตภัณฑ์ จึงเริ่มมาตรการควบคุมภายในและตรวจสอบซัพพลายเชน
เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2026 หน่วยงาน Food Standards Agency ของสหราชอาณาจักรยืนยันว่า Nestlé เรียกคืนสินค้านมผงทารกและสูตรต่อเนื่อง SMA หลายล็อต เนื่องจากอาจมีสารพิษ cereulide
ไม่นานหลังจากนั้น บริษัทอื่น ๆ เช่น Danone และ Lactalis ก็เริ่มเรียกคืนสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงจากส่วนผสมเดียวกัน
ภายในเดือนมกราคม 2026 การเรียกคืนได้ขยายไปยัง มากกว่า 60 ประเทศ ครอบคลุมยุโรป เอเชีย แอฟริกา และทวีปอเมริกา
แบรนด์ที่ได้รับผลกระทบมีทั้ง
ประเด็นที่ถูกถกเถียงมากที่สุดไม่ใช่แค่การปนเปื้อน แต่คือ ความรวดเร็วและความโปร่งใสในการแจ้งเตือน
การสืบสวนของสื่อสาธารณะในฝรั่งเศส เบลเยียม และสวิตเซอร์แลนด์ในเดือนพฤษภาคม 2026 ระบุว่าบางบริษัทอาจ แจ้งหน่วยงานกำกับดูแลช้ากว่าที่ควร และตั้งคำถามว่ามีการถอนสินค้าจากตลาดก่อนโดยไม่ประกาศอย่างกว้างขวางหรือไม่
องค์กรผู้บริโภคเรียกสถานการณ์เช่นนี้ว่า “silent recall” หรือการเรียกคืนแบบเงียบ ซึ่งหมายถึงการหยุดจำหน่ายหรือถอนสินค้าบางส่วนก่อนมีการแจ้งเตือนสาธารณะอย่างชัดเจน
Nestlé ปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยระบุว่าบริษัทเป็นผู้ตรวจพบปัญหาก่อน และดำเนินการหยุดการผลิตและเรียกคืนผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านมาตรฐานทันที
เหตุการณ์นี้ขยายจากประเด็นความปลอดภัยอาหารไปสู่ ประเด็นทางกฎหมาย อย่างรวดเร็ว
ในเดือนมกราคม 2026 องค์กรผู้บริโภค Foodwatch ได้ยื่นคำร้องทางอาญาในกรุงปารีสในนามของ 8 ครอบครัว ที่ระบุว่าทารกของพวกเขาป่วยหลังบริโภคนมผงที่อยู่ในรายการเรียกคืน โดยกล่าวหาว่าบริษัทแจ้งเตือนประชาชนช้าเกินไป
ต่อมา อัยการกรุงปารีสเปิดการสอบสวน 5 คดี เกี่ยวกับแบรนด์นมผงที่จัดจำหน่ายโดย
ณ เวลาที่มีรายงาน คดีเหล่านี้ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน และยังไม่มีข้อสรุปว่าบริษัทใดละเมิดกฎหมายด้านความปลอดภัยอาหาร
แม้ต้นทุนการเรียกคืนจะสูง แต่สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ยังถือว่า สามารถรับมือได้ทางการเงิน นักวิเคราะห์ประเมินว่าค่าใช้จ่ายของ Nestlé จากการเรียกคืนอาจต่ำกว่า 200 ล้านฟรังก์สวิส (CHF 200 ล้าน)
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมมองว่า ความเสียหายด้านชื่อเสียง อาจรุนแรงกว่า เพราะนมผงทารกเป็นสินค้าที่ต้องพึ่งพาความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสูงมาก
เหตุการณ์นี้ยังทำให้เกิดการตั้งคำถามใหม่เกี่ยวกับ
แม้จะมีการเรียกคืนทั่วโลกแล้ว แต่คำถามสำคัญยังคงอยู่ เช่น
หน่วยงานกำกับดูแลและอัยการในหลายประเทศยังคงตรวจสอบเหตุการณ์นี้ต่อไป และหลายฝ่ายมองว่าวิกฤตครั้งนี้อาจกลายเป็น หนึ่งในกรณีศึกษาที่สำคัญที่สุดของความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานอาหารโลกในยุคปัจจุบัน