นอกจากนี้ แล็บยังได้ดึงที่ปรึกษาคนสำคัญอย่าง Matt Clifford อดีตซาร์ด้าน AI ของรัฐบาลสหราชอาณาจักร (เปรียบเสมือนที่ปรึกษาใหญ่ด้านปัญญาประดิษฐ์ระดับประเทศ) มาร่วมทีมด้วย โดยเขาแสดงความเชื่อมั่นอย่างสูงต่อทีมผู้ก่อตั้ง โดยกล่าวว่าพวกเขาเป็น "กลุ่มผู้ก่อตั้งที่น่าประทับใจ มีวิสัยทัศน์ และทะเยอทะยานที่สุดเท่าที่ผมเคยพบมา"
ปัจจุบัน AI ทางวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ทำหน้าที่เป็นเครื่องคิดเลขทรงพลังหรือเครื่องมือจับคู่รูปแบบ (Pattern matching) เพื่อเร่งกระบวนการทดลองที่มีอยู่เดิม ภารกิจของ Inherent คือการพลิกโฉมบทบาทนี้ แล็บกำลังมุ่งไปสู่กระบวนทัศน์ใหม่ที่ AI เป็นส่วนสำคัญในกระบวนการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ด้วยตัวมันเอง ไม่ว่าจะเป็นการตั้งสมมติฐาน การระบุทิศทางการวิจัยที่น่าสนใจ และการขับเคลื่อนการสำรวจแบบปลายเปิด
Danny Rimer หุ้นส่วนของ Index Ventures ได้นิยามปัญหาหลักที่บริษัทกำลังแก้ไขไว้ว่า "AI ส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบคำถาม แต่สิ่งที่มันยังทำไม่ได้ (ในตอนนี้) คือการรู้ว่าคำถามไหนที่ควรค่าแก่การถาม ซึ่งก็คือความอยากรู้อยากเห็นแบบปลายเปิด ที่นำไปสู่การค้นพบเพนิซิลลิน ไมโครเวฟ หรือจีพียู (GPU) นั่นคือช่องว่างที่ Inherent กำลังสร้างเข้าไป"
เพื่อให้ภารกิจนี้สำเร็จ Inherent กำลังพัฒนาแพลตฟอร์ม AI ที่ชื่อ Faraday ตามชื่อนักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ ไมเคิล ฟาราเดย์ ผู้ค้นพบหลักการสำคัญทางแม่เหล็กไฟฟ้า โดยระบบนี้ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อผสานการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของมนุษย์เข้ากับ AI ขั้นสูง เพื่อสร้างนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ
เงินทุน Seed Round จำนวนมหาศาลนี้ นำโดย Index Ventures และมี Radical Ventures ร่วมลงทุนด้วย นอกเหนือจากบริษัทเงินทุนหลักแล้ว ยังมีกลุ่มนักลงทุนเทวดา (Angel Investor) และพนักงานรุ่นบุกเบิกที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยของ AI เชิงเทคนิคและการประยุกต์ใช้ AI ในทางประชาธิปไตย ซึ่งส่งสัญญาณให้เห็นถึงจุดยืนของบริษัทในการพัฒนา AI อย่างมีความรับผิดชอบและคำนึงถึงสังคม
การเปิดตัวของ Inherent ทำให้บริษัทเข้าไปอยู่ในกลุ่มแล็บ AI ในลอนดอนน้องใหม่ อย่างเช่น Latent Labs ที่สามารถระดมทุนก้อนใหญ่ในช่วงเริ่มต้นได้เช่นกัน โดยมีจุดร่วมคือการมุ่งใช้ AI เพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน มากกว่าที่จะนำไปใช้ในงานเชิงพาณิชย์แคบๆ ในทันที
Comments
0 comments