ยุโรปเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้รัฐบาลต้องใช้เงินมากขึ้นในด้าน เงินบำนาญ ระบบสาธารณสุข และการดูแลระยะยาว ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายถาวรของภาครัฐ.
นอกจากนั้น รัฐบาลยังต้องลงทุนใน นโยบายการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงรับภาระ ดอกเบี้ยจากหนี้สาธารณะที่มีอยู่แล้ว ซึ่งเพิ่มขึ้นตามระดับหนี้.
การวิเคราะห์ของ IMF ระบุว่า ค่าใช้จ่ายจากปัจจัยเหล่านี้รวมกันอยู่ที่ประมาณ 2.5% ของ GDP ของยุโรปในปี 2025 และอาจเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเป็น ประมาณ 6.75% ของ GDP ภายในปี 2050.
ความยั่งยืนของหนี้สาธารณะขึ้นอยู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจเติบโตช้า รายได้ภาษีของรัฐบาลก็เพิ่มขึ้นช้าตามไปด้วย
IMF คาดว่าเศรษฐกิจยุโรปในระยะกลางจะเติบโตเพียงในระดับ ปานกลางค่อนไปทางต่ำ เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การเพิ่มขึ้นของผลิตภาพที่ช้า และความคืบหน้าในการรวมตลาดภายในยุโรปที่ยังจำกัด.
สถานการณ์นี้สร้างวงจรที่ท้าทาย
IMF ยังเตือนว่า หากเกิดสถานการณ์เลวร้าย เช่น ช็อกด้านอุปทานต่อเนื่องร่วมกับภาวะการเงินตึงตัว เศรษฐกิจยุโรปอาจเข้าใกล้ภาวะถดถอย ในขณะที่เงินเฟ้ออาจสูงถึงประมาณ 5% ซึ่งจะยิ่งทำให้การบริหารการคลังซับซ้อนขึ้น.
IMF ระบุว่าการลดงบประมาณเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากยุโรปไม่สามารถเพิ่มศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจได้
การปฏิรูปเชิงโครงสร้างมีเป้าหมายเพื่อ
หากไม่มีการเติบโตที่แข็งแรงขึ้น IMF เตือนว่ามาตรการลดการขาดดุลงบประมาณเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะหยุดการเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะ.
นอกจากการปฏิรูป IMF ยังเสนอให้ประเทศยุโรปดำเนิน การปรับสมดุลการคลัง (fiscal consolidation) เช่น การควบคุมการใช้จ่ายหรือเพิ่มรายได้ภาษี เพื่อค่อย ๆ ลดการขาดดุลงบประมาณ
เหตุผลสำคัญคือ ภาระค่าใช้จ่ายหลายรายการ เช่น เงินบำนาญหรือกลาโหม เป็นค่าใช้จ่ายระยะยาว ไม่ใช่มาตรการชั่วคราว หากใช้การกู้ยืมมาชดเชยทั้งหมด หนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว.
มาตรการรัดเข็มขัดที่ออกแบบอย่างระมัดระวังจึงมีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลัง โดยไม่ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรง.
IMF ยังเสนอว่าโครงการบางประเภทควรจัดการในระดับ สหภาพยุโรป (EU) มากกว่าปล่อยให้แต่ละประเทศรับภาระเพียงลำพัง
การกู้ยืมร่วมกันสามารถช่วยสนับสนุนการลงทุนที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งภูมิภาค เช่น
การกู้ร่วมกันช่วยกระจายต้นทุนระหว่างประเทศสมาชิก และเปิดทางให้เกิดโครงการขนาดใหญ่ที่ประเทศเดียวอาจแบกรับไม่ไหว.
สารหลักจาก IMF คือ ยุโรปกำลังเผชิญความท้าทายด้านการคลังในระยะยาว ค่าใช้จ่ายด้านกลาโหม พลังงาน และสังคมผู้สูงอายุจะเพิ่มแรงกดดันต่อการเงินภาครัฐไปอีกหลายทศวรรษ
หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย หนี้สาธารณะเฉลี่ยของประเทศในยุโรปอาจเพิ่มขึ้นถึง 130% ของ GDP ภายในปี 2040 แนวทางที่ IMF เสนอคือการผสมผสาน สามแนวทางหลัก ได้แก่ การปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มการเติบโต การรัดเข็มขัดทางการคลังในระดับประเทศ และการใช้เครื่องมือการเงินร่วมกันในระดับสหภาพยุโรปสำหรับโครงการสำคัญ.