พลังงานเป็นต้นทุนพื้นฐานของเศรษฐกิจ ตั้งแต่ไฟฟ้า การขนส่ง โลจิสติกส์ ปุ๋ย ไปจนถึงการกระจายอาหาร เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ต้นทุนเหล่านี้จะสูงขึ้นตาม และสุดท้ายก็สะท้อนมาถึงราคาสินค้าสำหรับผู้บริโภค
นักเศรษฐศาสตร์เรียกสถานการณ์นี้ว่า เงินเฟ้อจากฝั่งอุปทาน (supply‑driven inflation) ซึ่งเกิดจากการขาดแคลนพลังงาน ไม่ใช่จากความต้องการที่เพิ่มขึ้น
หากราคาน้ำมันพุ่งต่อเนื่อง นักวิเคราะห์เตือนว่าอาจนำไปสู่
นอกจากนี้ หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมี นโยบายอุดหนุนราคาพลังงาน ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลต้องแบกรับภาระงบประมาณเพิ่มขึ้นเมื่อราคาน้ำมันโลกสูงขึ้น
บริษัทต่าง ๆ ในภูมิภาคกำลังรับแรงกดดันจากหลายด้านพร้อมกัน
การหยุดชะงักของการขนส่งผ่านอ่าวเปอร์เซียทำให้
ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันเครื่องบินที่เพิ่มขึ้นยังทำให้สายการบินมีต้นทุนสูงขึ้น และอาจนำไปสู่ราคาตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้น
อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมาก ได้แก่
ธุรกิจเหล่านี้ต้องเผชิญทั้งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและความเสี่ยงจากอุปสงค์โลกที่ชะลอตัว
ประเทศที่พึ่งพาการท่องเที่ยว เช่น ไทย อาจได้รับผลกระทบสองด้านพร้อมกัน
ผลรวมของปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวและการใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวลดลง
ในขณะเดียวกัน ครัวเรือนในภูมิภาคกำลังเผชิญ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยเฉพาะค่าเชื้อเพลิงและอาหาร ทำให้เหลือเงินสำหรับการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ช้อปปิ้ง ร้านอาหาร หรือการท่องเที่ยวภายในประเทศน้อยลง
ในประเทศไทย นักวิเคราะห์เตือนว่าค่าครองชีพที่สูง หนี้ครัวเรือน และการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวช้าสามารถกดดันเศรษฐกิจและระบบธนาคารในปี 2026 ได้
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า สินเชื่อธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 0.2% เมื่อเทียบรายปีในช่วงต้นปี 2026 และการเติบโตนี้มาจากการกู้ยืมของบริษัทขนาดใหญ่เป็นหลัก
เหตุผลสำคัญคือสภาพเศรษฐกิจที่ไม่สมดุล
ผลลัพธ์คือการเติบโตของสินเชื่อที่ค่อนข้างแคบและเน้นการป้องกันความเสี่ยง มากกว่าจะเป็นสัญญาณของการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง
แนวโน้มเศรษฐกิจของภูมิภาคในปี 2026 ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่วิกฤตพลังงานดำเนินต่อไป
หากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ความกดดันทางเศรษฐกิจอาจเพิ่มขึ้น เช่น
สำหรับประเทศไทย ธนาคารโลกคาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตเพียงประมาณ 1.6% ในปี 2026 ซึ่งสะท้อนอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอและข้อจำกัดด้านเครดิตอยู่แล้ว แม้ก่อนจะคำนึงถึงผลกระทบจากวิกฤตพลังงานที่ยืดเยื้อ
ภาพรวมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็มีลักษณะคล้ายกัน ประเทศที่นำเข้าพลังงานต้องเผชิญต้นทุนสูงขึ้น ขณะที่แม้ประเทศผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์จะได้ประโยชน์บางส่วน แต่ก็ยังเผชิญความเสี่ยงจากการค้าทั่วโลกที่ชะลอตัว
ท้ายที่สุด ผลกระทบทางเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับว่าการหยุดชะงักในช่องแคบฮอร์มุซจะเป็นเพียงช่วงสั้นหรือยืดเยื้อ
หากสถานการณ์คลี่คลายเร็ว เศรษฐกิจอาจเผชิญเพียงเงินเฟ้อชั่วคราว แต่หากการขัดข้องยืดเยื้อ โลกอาจต้องเผชิญภาวะที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า stagflation — ราคาสูงแต่การเติบโตต่ำ
สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเศรษฐกิจเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับพลังงาน การค้า และการท่องเที่ยว ความมั่นคงของช่องแคบฮอร์มุซจึงกลายเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่สุดต่อทิศทางเศรษฐกิจของภูมิภาคในปี 2026
Comments
0 comments