หัวใจสำคัญของ Dysphoria คือการใช้ Ethereum Name Service (ENS) และ Solana Name Service (SNS) เพื่อค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้าง C2 แทนการอาศัยโดเมน DNS ที่ผู้ให้บริการจดทะเบียนหรือโฮสต์สามารถถูกสั่งปิดหรือยึดได้
มัลแวร์อ่านข้อมูลจากระเบียน TXT บนบริการชื่อเหล่านี้ ซึ่งถูกบันทึกไว้บนบล็อกเชนที่ไม่มีหน่วยงานเดียวควบคุม ผู้ปฏิบัติการจึงสามารถปรับข้อมูลในระเบียนเพื่อชี้ไปยังโครงสร้างใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องย้ายเซิร์ฟเวอร์หลักทุกครั้ง
ที่อยู่ C2 ถูกฝังอยู่ในข้อความที่มีรูปแบบคล้าย IPv6 เช่น 2001:db8:12e7:13d7::1 จากนั้นมัลแวร์จะดึงคีย์ขนาด 4 ไบต์ออกมา แล้วส่งผ่านฟังก์ชันสลับตำแหน่งที่กำหนดเองในชื่อ F() เพื่อกู้คืนที่อยู่ IPv4 จริง
ดังนั้น ข้อมูลที่ปรากฏในระเบียนจึงไม่ได้เปิดเผยที่อยู่ C2 โดยตรง ผู้วิเคราะห์ต้องทำความเข้าใจขั้นตอนแปลงข้อมูลของมัลแวร์ก่อนจึงจะถอดรหัสได้
ขั้นตอนถอดรหัสใช้ RC4 ที่ถูกปรับแต่งอย่างมาก โดยมีการทำ Key Scheduling Algorithm (KSA) สองรอบ ได้แก่ RC4 มาตรฐานและการสับเปลี่ยน S-box ด้วยตัวสร้างเลขแบบ LCG ส่วนขั้นตอน Pseudo-Random Generation Algorithm (PRGA) ยังผสานการทำงานของ Linear Feedback Shift Register (LFSR) และการหมุนบิตหลายรูปแบบ
XLab ได้เผยแพร่ขั้นตอนการทำงานฉบับที่สามารถสร้างซ้ำด้วย Python เพื่อให้นักวิจัยตรวจสอบและวิเคราะห์ตัวอย่างมัลแวร์ได้
ตัวอย่างที่ใช้โจมตี DDoS จะเริ่มจากสอบถามโดเมน ENS หรือ SNS เช่น burrberry.eth เพื่อรับรายการ IP ของโหนดรีเลย์ จากนั้นจึงติดต่อรีเลย์ผ่านคำขออย่าง GET /nodes?key=meowmeowmeow เพื่อรับรายการที่อยู่ C2 ชุดสุดท้าย
จุดที่น่าจับตาคือ รายการ C2 ดังกล่าวประกอบด้วยอุปกรณ์ที่ติดเชื้อซึ่งทำหน้าที่เป็นรีเลย์เช่นกัน ไม่ใช่เพียงเซิร์ฟเวอร์ที่ผู้ควบคุมเป็นเจ้าของโดยตรง
รายงานของ XLab บันทึกการอัปเดตของบอตเน็ตตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมถึงปลายเดือนมิถุนายน 2026 ดังนี้
| วันที่ | การเปลี่ยนแปลง |
|---|---|
| 25 มีนาคม | พบตัวอย่างสายพันธุ์ที่เชื่อมโยงกับ JackSkid เป็นครั้งแรก และใช้โดเมน ENS m3rnbvs5d.eth |
| 1 เมษายน | พบสายพันธุ์ fbot ซึ่งแสดงข้อความ "hail china mainland" |
| 29–30 เมษายน | เพิ่มการเข้ารหัส RC4 รูปแบบใหม่ และใช้โดเมน ENS ukranianhorseriding.eth |
| ต้นเดือนพฤษภาคม | เพิ่มโดเมน SNS 24carnforth2merseyside.sol ทำให้โครงสร้าง C2 รองรับหลายบล็อกเชน |
| 25 มิถุนายน | พบสายพันธุ์ที่ทำหน้าที่เป็นรีเลย์อย่างเดียว โดยตัดความสามารถ DDoS ออกทั้งหมด |
| 27–28 มิถุนายน | เพิ่มการเปิดพอร์ตอัตโนมัติผ่าน UPnP และทำให้สถาปัตยกรรมแบบผสมเสร็จสมบูรณ์ |
การแยกอุปกรณ์บางส่วนให้ทำหน้าที่เป็นรีเลย์โดยไม่มีความสามารถโจมตี DDoS ช่วยให้เครือข่ายมีบทบาทหลากหลายขึ้น และลดการพึ่งพาเซิร์ฟเวอร์ที่ผู้ควบคุมต้องดูแลเอง
Dysphoria แพร่กระจายหลัก ๆ ด้วยการสุ่มเดารหัสผ่านของบริการ Telnet และ SSH โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่ยังใช้ข้อมูลเข้าสู่ระบบที่อ่อนแอ นอกจากนี้ยังใช้ช่องโหว่ remote code execution (RCE) ที่รู้จักแล้วอย่างน้อย 14 รายการ เพื่อโจมตีเราเตอร์ กล้อง และอุปกรณ์ Linux แบบฝังตัว
ช่องโหว่ที่ถูกใช้มีทั้งข้อบกพร่องในอุปกรณ์ IoT ที่พบมานาน เช่น CVE-2017-17215 และ CVE-2020-8515 รวมถึงช่องโหว่ที่เปิดเผยในช่วงหลัง เช่น CVE-2025-9528, CVE-2025-28137, CVE-2025-34152 และ CVE-2025-55182 ลักษณะดังกล่าวบ่งชี้ว่าผู้พัฒนายังคงติดตามและปรับปรุงชุดช่องโหว่ที่ใช้แพร่เชื้ออย่างต่อเนื่อง
ความยากไม่ได้เกิดจากเทคนิคใดเทคนิคหนึ่ง แต่เกิดจากการนำสามองค์ประกอบมาเชื่อมต่อกัน
หากรีเลย์ใดรีเลย์หนึ่งถูกปิดใช้งาน อุปกรณ์ DDoS ยังสามารถกลับไปสอบถามข้อมูลบนบล็อกเชนเพื่อรับรายการรีเลย์ชุดใหม่ได้ ด้วยเหตุนี้ การปิด IP เดียวหรือโดเมนเดียวจึงไม่เพียงพอที่จะตัดวงจรทั้งหมด
นักวิจัย XLab และ CNCERT สรุปว่า การซ่อน C2 ด้วยการเข้ารหัส การใช้ระเบียนชื่อบนบล็อกเชน และการส่งคำสั่งผ่านอุปกรณ์ที่ติดเชื้อจำนวนมาก ทำให้ Dysphoria ต้านทานวิธีสกัดกั้นแบบเดิมได้ดีกว่าบอตเน็ต IoT ที่พึ่งพาโครงสร้างรวมศูนย์