ระดับความยากของภารกิจก็มีให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่แบบง่ายๆ สำหรับมือใหม่ ไปจนถึงภารกิจระดับ "Developer Challenges" ที่ออกแบบมาเพื่อท้าทายฝีมือของบรรดาเซียน Donkey Kong โดยเฉพาะ
ทุกอย่างถูกควบคุมผ่านแอป Nintendo Switch Online บนหน้า HOME Menu ของ Switch 2 ทำให้การเข้าถึงและจัดการภารกิจเป็นเรื่องง่ายและเป็นระเบียบ
นอกจาก DK Challenge แล้ว Nintendo ยังได้ประกาศอีเวนต์ Super Mario crossover ใน DLC Emerald Rush ของเกม Donkey Kong Bananza ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน นี่คือการคอลแลปส์ที่จะนำไอเทมจากโลกของมาริโอมาสู่เกาะ DK เช่น:
อีเวนต์นี้ถูกแบ่งออกเป็น 4 ช่วงคลื่น (Wave) ดังนี้:
จุดแตกต่างสำคัญ: แม้ว่า DK Challenge จะฟรีสำหรับสมาชิก NSO แต่การเข้าร่วมอีเวนต์มาริโอคอลแลปส์ใน DLC Emerald Rush นี้ จำเป็นต้องเป็นเจ้าของ DLC Emerald Rush ซึ่งเป็นส่วนเสริมที่ต้องซื้อแยกของเกม Donkey Kong Bananza
DK Challenge ไม่ได้เป็นเพียงแค่อีเวนต์ แต่เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวิธีที่ Nintendo สร้างการมีส่วนร่วมและรักษาฐานสมาชิก NSO นับเป็นครั้งแรกที่ Nintendo จับเอาระบบ ภารกิจสไตล์ Achievement ซึ่งเป็นที่นิยมบนแพลตฟอร์มคู่แข่งมานานหลายปี มาผสานเข้ากับ ระบบการ์ดสะสมดิจิทัล
การทำเช่นนี้แทนที่จะสร้างระบบ Achievement แบบเต็มรูปแบบทั่วทั้งแพลตฟอร์ม ช่วยให้ Nintendo มีเครื่องมือที่ยืดหยุ่นในการสร้างแรงจูงใจให้ผู้เล่นกลับมาเล่นเกมอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมโยงเกมคลาสสิกในคลัง NSO เข้ากับเกมภาคหลักล่าสุดอย่างแนบเนียน ส่งเสริมให้ผู้เล่นย้ายไปมาระหว่างโลกของเกมยุคเก่าและยุคใหม่ได้อย่างลื่นไหล ซึ่งช่วยเพิ่มทั้งคุณค่าของบริการ NSO และยอด Engagement ได้เป็นอย่างดี
สำหรับแฟนๆ Nintendo แล้ว DK Challenge คือตัวอย่างแรกของวิธีที่ Nintendo อาจใช้ในการทำให้บริการ Subscription ของตัวเองสดใหม่และน่าตื่นเต้นอยู่เสมอ นอกเหนือจากการประกาศเกมใหม่หรือการจัด Direct ครั้งใหญ่
Comments
0 comments