สำหรับยูเครน ความล่าช้านี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของนโยบายอุตสาหกรรมหรือการถ่ายโอนเทคโนโลยี แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความสามารถในการรับมือการโจมตีด้วยขีปนาวุธของรัสเซีย
ในการประชุมสุดยอด NATO ที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี เมื่อ 8 กรกฎาคม 2026 ทรัมป์กล่าวกับประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกีว่า สหรัฐฯ จะให้ใบอนุญาตแก่ยูเครนเพื่อผลิตขีปนาวุธสกัดกั้น Patriot ภายในประเทศ
“เราจะให้ใบอนุญาตคุณผลิต Patriot” ทรัมป์กล่าว พร้อมเสริมว่า สหรัฐฯ จะ “แสดงให้พวกเขาเห็นว่าต้องทำอย่างไร”
สำหรับกรุงเคียฟ นี่ดูเหมือนเป็นความคืบหน้าครั้งใหญ่ หลังจากยูเครนร้องขอเทคโนโลยีดังกล่าวมานานหลายปี ระบบ Patriot เป็นอาวุธเพียงระบบเดียวในคลังแสงของยูเครนที่สามารถสกัดขีปนาวุธวิถีโค้งของรัสเซียได้อย่างน่าเชื่อถือ
อย่างไรก็ตาม คำประกาศดังกล่าวไม่ได้ระบุรายละเอียดสำคัญ เช่น โรงงานใดจะเป็นผู้ผลิต บริษัทสหรัฐฯ รายใดจะร่วมมือ หรือยูเครนจะได้รับอนุญาตให้ผลิตชิ้นส่วนระดับใด
เพียงสามสัปดาห์ต่อมา ทรัมป์เปลี่ยนท่าที ระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีที่แคมป์เดวิดเมื่อ 31 กรกฎาคม เขากล่าวว่า “เรายังไม่ได้ตกลงเรื่องนั้น เรากำลังพูดคุยกันอยู่ แต่มันเป็นเรื่องยากที่จะมอบเทคโนโลยีแบบนั้นออกไป”
ทรัมป์ย้ำว่า สหรัฐฯ ต้อง “ระมัดระวังอย่างมากในการปล่อยให้ใครก็ตามสร้างมันขึ้นมา” สื่อรายใหญ่อย่าง The New York Times, BBC, Reuters และ ABC News ต่างมองว่าคำพูดดังกล่าวเป็นการถอยจากคำมั่นเดิมที่ฟังดูไม่มีเงื่อนไข
จุดยืนใหม่นี้ยังเกิดขึ้นหลังจากทรัมป์เพิ่งต้อนรับเซเลนสกีที่ทำเนียบขาวเพียงไม่กี่วันก่อนหน้า
แม้ทรัมป์จะถอยคำรับปาก แต่สหรัฐฯ ไม่ได้สั่งยุติการหารือ เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการยังคงสำรวจทางเลือกต่าง ๆ โดยวิตเทเกอร์เดินทางไปกรุงเคียฟในเดือนกรกฎาคมเพื่อพบเซเลนสกี เจ้าหน้าที่ยูเครน และภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
วิตเทเกอร์ระบุว่า การเจรจายังดำเนินอยู่ แต่ข้อตกลงการผลิตระยะยาวจะไม่เกิดขึ้นก่อนฤดูหนาว นอกจากนี้ เขายังบอกว่าความสำคัญเร่งด่วนคือการส่งมอบขีปนาวุธที่ผลิตเสร็จแล้วให้ยูเครน ไม่ใช่การสร้างโรงงานใหม่ภายในประเทศ
วิตเทเกอร์ระบุด้วยว่า ขีปนาวุธสกัดกั้น PAC-3 ของ Patriot อยู่ภายใต้การควบคุมการส่งออกอย่างเข้มงวด และสหรัฐฯ “ไม่อนุญาตให้ผู้ใดนอกจากผู้ผลิตในสหรัฐฯ เป็นผู้ผลิตขีปนาวุธเหล่านี้”
โฆษกสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ไบรอัน ฮิวจ์ส กล่าวว่า “ยังไม่มีการสรุปอะไรทั้งสิ้น” แต่ยืนยันว่ารัฐบาลสหรัฐฯ มุ่งช่วยยูเครนตอบสนองความต้องการด้านการป้องกันภัยทางอากาศ
ตามรายงานของ Reuters เมื่อ 5 สิงหาคม ทางเลือกที่อยู่บนโต๊ะมีอย่างน้อยสามแนวทาง
ทั้งสามแนวทางสะท้อนข้อจำกัดเดียวกัน คือสหรัฐฯ ต้องการเพิ่มกำลังการผลิตและช่วยยูเครน แต่ยังไม่พร้อมเปิดให้ยูเครนควบคุมการผลิตเทคโนโลยี Patriot ที่ละเอียดอ่อนทั้งหมด
การเจรจาเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะขาดแคลนที่รุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่ายูเครนจะผลิตอาวุธได้หรือไม่ในระยะยาวเท่านั้น แต่อยู่ที่ว่าจะมีขีปนาวุธเพียงพอใช้รับมือการโจมตีระลอกต่อไปหรือไม่ ก่อนที่โรงงานหรือโครงการผลิตร่วมใด ๆ จะเริ่มส่งมอบได้จริง
ยูเครนกำลังพยายามหาทางเพิ่มขีดความสามารถโดยไม่ต้องรอใบอนุญาตผลิตภายในประเทศเพียงทางเดียว
กรุงเคียฟกำลังพิจารณาสัญญาหลายปีกับผู้ผลิตสหรัฐฯ เช่น Raytheon และ Lockheed Martin เพื่อจองกำลังการผลิตล่วงหน้า เซเลนสกีระบุเมื่อ 23 กรกฎาคมว่า Raytheon แสดงความสนใจในการผลิตร่วมกับยูเครน
อีกแนวทางคือการทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนการส่งมอบ ยูเครนอาจรับระบบ Patriot ที่เดิมจัดสรรให้ประเทศอื่นก่อน ส่วนประเทศเหล่านั้นจะได้รับของจากสายการผลิตสหรัฐฯ ในภายหลัง วิธีนี้มีเป้าหมายเพื่อเร่งการเข้าถึงอาวุธที่พร้อมใช้งานในทันที
สถานะปัจจุบันยังไม่ใช่การอนุมัติใบอนุญาตผลิต Patriot ให้ยูเครน แต่เป็นการเจรจาเพื่อหาวิธีผลิตร่วมที่สหรัฐฯ และยุโรปยอมรับได้ ขณะที่เทคโนโลยี PAC-3 ยังคงถูกควบคุมอย่างเข้มงวด
| ประเด็น | สถานะปัจจุบัน |
|---|---|
| คำประกาศของทรัมป์เมื่อ 8 กรกฎาคม | ระบุว่าจะให้ยูเครนผลิต Patriot ได้ |
| ท่าทีเมื่อ 31 กรกฎาคม | ระบุว่ายังไม่ได้บรรลุข้อตกลง และเตือนเรื่องความปลอดภัยของเทคโนโลยี |
| การเจรจาที่วิตเทเกอร์นำ | ยังดำเนินต่อกับยูเครนและพันธมิตรยุโรป |
| กรอบเวลาข้อตกลงระยะยาว | ไม่น่าจะสรุปได้ก่อนฤดูหนาว 2026 |
| ทางเลือกสำคัญ | ผลิตชิ้นส่วนในยูเครนแล้วประกอบในเยอรมนี หรือเข้าร่วมโครงการผลิตร่วมเดิม |
| ทางออกระยะสั้น | การส่งมอบฉุกเฉิน สัญญาซื้อระยะยาว และการแลกเปลี่ยนคิวส่งมอบ |
ดังนั้น แม้สหรัฐฯ จะยังเปิดประตูให้มี “โอกาสการผลิตร่วม” กับยูเครนและสหภาพยุโรปเพื่อขยายฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ แต่โครงการดังกล่าวยังไม่ช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนในทันที อย่างเร็วที่สุด ยูเครนยังต้องพึ่งพาขีปนาวุธที่ผลิตเสร็จแล้วจากพันธมิตร การจองกำลังการผลิต และข้อตกลงสลับการส่งมอบไปก่อน