ด้วยข้อจำกัดนี้ การรักษาจึงเหลือเพียงแนวทางเดียวคือ การรักษาแบบประคับประคองตามอาการ (Supportive Care) การให้สารน้ำและเกลือแร่ทดแทนอย่างเข้มข้น การให้ออกซิเจน และการรักษาการติดเชื้อแทรกซ้อน คืออาวุธเดียวที่คุณหมอมี เพื่อช่วยให้ร่างกายของผู้ป่วยต่อสู้กับเชื้อไวรัสด้วยตัวเอง จากข้อมูลในอดีต สายพันธุ์บันดิบูกโยมีอัตราการเสียชีวิตอยู่ระหว่าง 30% ถึง 50%
ขณะนี้ทั่วโลกกำลังเร่งหาทางออกด้านเภสัชกรรม องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้เรียกประชุมผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งแนะนำให้จัดลำดับความสำคัญของยาที่เป็นตัวเลือกสามชนิด ได้แก่ โมโนโคลนอล แอนติบอดี MBP134 และ Maftivimab และยาต้านไวรัส remdesivir เพื่อนำไปทดสอบทางคลินิก
ข้อมูล ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2026 แสดงให้เห็นภาพของโรคระบาดที่ยังไม่มีใครรู้ขนาดที่แท้จริงอย่างแน่ชัด :
ตัวเลขทางคณิตศาสตร์ได้เปิดเผยรายละเอียดที่สำคัญ ความแตกต่างมหาศาลระหว่างจำนวนผู้ป่วยต้องสงสัยและผู้ป่วยยืนยัน (มากกว่า 900 รายที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน) ชี้ให้เห็นถึงวิกฤตใจกลางของการระบาดครั้งนี้: ความสามารถในการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการที่ต่ำมาก เจ้าหน้าที่สาธารณสุขยอมรับว่าเชื้อไวรัสน่าจะแพร่กระจายไปเป็นเวลาหลายสัปดาห์ก่อนที่จะถูกตรวจพบ ซึ่งหมายความว่าจำนวนผู้ติดเชื้อที่แท้จริงนั้นสูงกว่าตัวเลขที่มีอยู่อย่างแน่นอน
ในเชิงพื้นที่ การระบาดกระจุกตัวอยู่ในสามจังหวัดทางตะวันออกของดีอาร์ คองโก ได้แก่ อิตูรี (Ituri - จุดศูนย์กลางการระบาด), นอร์ทคีวู (North Kivu) และเซาท์คีวู (South Kivu) นอกจากนี้ยังมีรายงานผู้ป่วยที่เดินทางข้ามพรมแดนไปยังกรุงกัมปาลา เมืองหลวงของอูกันดา
ท่ามกลางตัวเลขที่หดหู่ การระบาดครั้งนี้ได้บรรลุเหตุการณ์สำคัญที่เต็มไปด้วยความหวัง เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2026 องค์การอนามัยโลกยืนยันว่า ผู้ป่วยรายแรกที่ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยันว่าติดเชื้อสายพันธุ์บันดิบูกโย ได้ฟื้นตัวเต็มที่และออกจากโรงพยาบาลในดีอาร์ คองโกแล้ว ผู้ป่วยซึ่งมีผลตรวจเป็นลบสองครั้ง ได้รับอนุญาตให้กลับสู่ชุมชน
โฆษก WHO คุณ Anaïs Legand กล่าวว่า แม้จะเป็นผู้ป่วยที่หายดีและถูกยืนยันรายแรก แต่ทางการคาดว่าจะมีการหายป่วยอีกในกลุ่มผู้ติดเชื้อที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน
ระดับความตื่นตัวของ WHO ปรากฏชัดเจนในวันที่ 17 พฤษภาคม 2026 เมื่อ ดร. ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ ได้ประกาศให้การระบาดครั้งนี้เป็น ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ (Public Health Emergency of International Concern - PHEIC) สิ่งที่ทำให้การประกาศครั้งนี้พิเศษอย่างยิ่งคือกระบวนการ: นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ผู้อำนวยการใหญ่ WHO อ้างถึง มาตรา 12 ของกฎอนามัยระหว่างประเทศ (International Health Regulations) เพื่อประกาศ PHEIC ก่อน ที่จะเรียกประชุมคณะกรรมการฉุกเฉิน โดยให้เหตุผลถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการดำเนินการ การแพร่กระจายที่รวดเร็ว และความเสี่ยงข้ามพรมแดน
ซึ่งต่อมาคณะกรรมการฉุกเฉินได้ประชุมกันและออกข้อเสนอแนะชั่วคราวอย่างเป็นทางการในวันที่ 22 พฤษภาคม
นี่เป็นเพียงครั้งที่สามในประวัติศาสตร์ที่การระบาดของอีโบลาถูกยกระดับให้เป็น PHEIC
หลังการประกาศ ดร. ทีโดรส ได้ประกาศความตั้งใจที่จะเดินทางไปยังกรุงกินชาซา (Kinshasa) เพื่อพบปะกับเจ้าหน้าที่รัฐดีอาร์ คองโกโดยตรง และประเมินสถานการณ์การรับมือที่กำลังดำเนินอยู่ด้วยตนเอง
ภายนอก การประเมินจากองค์กรต่างๆ เช่น WHO และ CIDRAP (ศูนย์วิจัยและนโยบายโรคติดเชื้อ มหาวิทยาลัยมินนิโซตา) ออกมาในทางที่ค่อนข้างรุนแรง โดยรายงานหนึ่งระบุว่าการระบาด "ไม่แสดงสัญญาณว่าจะถูกควบคุมได้" WHO ได้ประเมินความเสี่ยงระดับชาติและภูมิภาคว่าอยู่ในระดับ "สูงมาก"
อย่างไรก็ตาม นาย Samuel Roger Kamba รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขของดีอาร์ คองโก ได้แสดงความเห็นต่อสาธารณะว่าสถานการณ์ยังไม่ได้อยู่นอกเหนือการควบคุม โดยเน้นย้ำว่าการควบคุมโรคยังคงเป็นไปได้ และทีมงานกำลังยกระดับการทำงานเชิงรุกในชุมชน การติดตามผู้สัมผัสโรค และมาตรการแยกกักโรค
ศูนย์กลางการระบาดที่จังหวัดอิตูรี ถือเป็นสถานที่ที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่จะเกิดการระบาดของโรคที่ไร้ซึ่งอาวุธทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขต้องเผชิญกับอุปสรรคที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ :
และที่เพิ่มความซับซ้อนในการปฏิบัติการคือ ประเทศอูกันดาประกาศปิดพรมแดนที่ติดกับดีอาร์ คองโกเพื่อสกัดการแพร่ระบาดข้ามแดน ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ส่งผลกระทบด้านมนุษยธรรมและเศรษฐกิจตามมา
Comments
0 comments