การลดลงครั้งนี้ถือเป็นการร่วงแรงที่สุดเป็นอันดับ 3 ในยุค ASIC ซึ่งเป็นยุคที่เครื่องขุดเฉพาะทางเข้ามาแทนที่การ์ดจอ ที่สำคัญกว่านั้น หากแนวโน้มยังดำเนินต่อไป ปี 2026 จะเป็นปีปฏิทินแรกในประวัติศาสตร์ Bitcoin ที่ Difficulty ลดลงเมื่อเทียบกับปลายปีก่อน นับตั้งแต่เครือข่ายเปิดตัวในปี 2009
ประเด็นนี้แตกต่างจากเหตุการณ์จีนสั่งห้ามขุดในปี 2021 ซึ่งเป็นการหดตัวแบบฉับพลันและรุนแรงในช่วงเวลาเดียว ไม่ใช่การลดลงตลอดทั้งปี โดยข้อมูลที่ PlanB นักวิเคราะห์เชิงปริมาณเผยแพร่ระบุว่า Difficulty อาจลดลงราว 15% เมื่อเทียบกับระดับปลายปี 2025 ที่ประมาณ 148.3 ล้านล้าน หากแนวโน้มปัจจุบันยังคงอยู่
ค่าเฉลี่ย Hashrate 7 วัน ซึ่งสะท้อนกำลังประมวลผลรวมของนักขุดทั้งเครือข่าย ลดลงมาอยู่ที่ราว 880–894 EH/s ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม ก่อนดีดกลับขึ้นมาใกล้ 937–938 EH/s ในช่วงปลายเดือน ตามข้อมูลของ Hashrate Index
ตัวเลขราว 868 EH/s ที่มีการรายงานในบางสำนักจึงอาจเป็นจุดต่ำสุดชั่วคราวระหว่างเดือน มากกว่าจะเป็นระดับปลายเดือนที่สะท้อนภาพรวมล่าสุด แม้ Hashrate จะหดตัวจากจุดสูงสุดต่อเนื่องถึงช่วงหนึ่งกว่า 287 วัน แต่การฟื้นตัวในเดือนกรกฎาคมบ่งชี้ว่าเครื่องขุดบางส่วนกลับมาออนไลน์ หลังการลด Difficulty 5% ช่วยให้ต้นทุนและรายได้ของนักขุดสมดุลขึ้นเล็กน้อย
ภาพรวมทางการเงินของนักขุดยังอยู่ในภาวะตึงตัว โดยตัวเลขสำคัญช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2026 มีดังนี้
เมื่อ Hashprice อยู่ใกล้ 32 ดอลลาร์ต่อ PH/s/วัน นักขุดจำนวนมากจึงอยู่ใกล้จุดคุ้มทุน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับค่าไฟและประสิทธิภาพของเครื่อง เครื่องรุ่นเก่าที่มีประสิทธิภาพต่ำกว่า 25 J/TH และอยู่ในพื้นที่ที่ค่าไฟสูงกว่า 0.06 ดอลลาร์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง มีแนวโน้มขาดทุนหรือเหลือกำไรเพียงเล็กน้อย ขณะที่ผู้ประกอบการที่ได้ค่าไฟต่ำกว่า 0.04 ดอลลาร์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมงและใช้ ASIC รุ่นใหม่ยังทำกำไรได้ค่อนข้างดี
การที่ Hashprice ในหน่วย BTC แทบไม่ขยับยังหมายความว่า รายได้ในรูปดอลลาร์ที่ดีขึ้นเล็กน้อยมาจากราคา Bitcoin ไม่ได้เกิดจากภาวะหนุนเฉพาะของธุรกิจขุด
บริษัทขุด Bitcoin ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ขาย Bitcoin มากกว่า 32,000 BTC ในไตรมาส 1 ปี 2026 ถือเป็นอัตราการขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมากกว่ายอดขายสุทธิรวมของทุกไตรมาสในปี 2025 รวมถึงสูงกว่าประมาณ 20,000 BTC ที่ถูกขายในช่วงวิกฤต Terra-Luna ไตรมาส 2 ปี 2022
ผู้ขายรายสำคัญประกอบด้วย MARA, CleanSpark, Riot Platforms, Cango, Core Scientific และ Bitdeer โดยแรงกดดันด้านเงินสดทำให้บริษัทต้องขายเหรียญเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ชำระหนี้ และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่โครงสร้างพื้นฐาน AI แรงขายดังกล่าวยังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ Difficulty หดตัวต่อเนื่องเป็นเวลานาน
การเปลี่ยนทิศทางครั้งนี้มีลักษณะเป็นการย้ายเงินทุนและกำลังไฟฟ้าอย่างถาวร มากกว่าจะเป็นการปรับตัวตามวัฏจักรตลาด บริษัทขุดที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประกาศสัญญา AI และ HPC รวมมูลค่ากว่า 7 หมื่นล้านดอลลาร์ แล้ว
ดีลสำคัญ ได้แก่
คำว่า triple-net หมายถึงผู้เช่ารับผิดชอบค่าใช้จ่ายหลักของทรัพย์สิน ขณะที่ take-or-pay หมายถึงคู่สัญญาต้องชำระเงินตามข้อตกลงแม้ไม่ได้ใช้กำลังการผลิตทั้งหมด สัญญาในลักษณะนี้มีอายุประมาณ 12–20 ปี จึงทำให้การเปลี่ยนจากการวางเครื่อง ASIC ไปสู่คลัสเตอร์ GPU มีความเป็นโครงสร้างมากกว่าการโยกธุรกิจชั่วคราว
ข้อมูลอุตสาหกรรมคาดการณ์ว่า บริการที่เกี่ยวข้องกับ AI อาจคิดเป็นสัดส่วนสูงสุด 70% ของรายได้บริษัทเหล่านี้ภายในสิ้นปี 2026 เพิ่มจากประมาณ 30% ในช่วงต้นปี เมื่อกำลังไฟ พื้นที่ และเงินลงทุนถูกผูกไว้กับสัญญาศูนย์ข้อมูลระยะยาว ผู้ประกอบการจำนวนมากจึงอาจไม่กลับมาส่ง Hashrate ในระดับที่มีนัยสำคัญให้เครือข่าย Bitcoin อีก
ด้วยค่าเฉลี่ย Hashrate 30 วันราว 938 EH/s และ Difficulty ที่ 126.23 ล้านล้าน การปรับ Difficulty ครั้งถัดไปซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นราววันที่ 9–11 สิงหาคม อาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อยหาก Hashrate ยังฟื้นตัวต่อ แต่ทิศทางยังไม่แน่นอน
การปรับลด 5% ในวันที่ 11 กรกฎาคม และลดอีก 0.74% ในวันที่ 25 กรกฎาคม สะท้อนการทยอยถอดเครื่องของนักขุด หากผู้ประกอบการที่ไม่คุ้มทุนปิดเครื่องไปครบแล้ว Difficulty อาจเริ่มทรงตัวหรือขยับขึ้นเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม การย้ายกำลังไฟไปสู่ AI และ HPC อาจทำให้เครือข่าย Bitcoin เข้าสู่สมดุลใหม่ที่มี Difficulty ต่ำกว่าแนวโน้มในอดีตอย่างถาวร หากราคา BTC และ Hashprice ไม่สามารถรักษาระดับปัจจุบันได้ ก็ยังมีโอกาสเห็นการปรับลดลงอีกครั้ง
ดังนั้น ภาพของ Bitcoin Mining ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2026 จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของนักขุดที่ทยอยปิดเครื่อง แต่เป็นการตัดสินใจเชิงธุรกิจครั้งใหญ่: พลังงานและโครงสร้างพื้นฐานที่เคยใช้สร้าง Bitcoin กำลังถูกเปลี่ยนให้เป็นสินทรัพย์สำหรับยุค AI