คุณสมบัติด้านความปลอดภัยที่สำคัญ รวมถึงการจำกัดขอบเขตทางเทคนิคว่า AI Agent สามารถทำอะไรได้บ้าง เช่น การบล็อกไม่ให้ลบไฟล์หรือส่งอีเมลไปยังบุคคลภายนอก และการจำกัดรายชื่อผู้รับ แทนที่จะพึ่งพาการควบคุมที่ระดับโมเดล AI เพียงอย่างเดียว รัฐบาลยังได้ออกแบบสถาปัตยกรรมความปลอดภัยของ Desk อย่างชัดเจน เพื่อให้ระบบป้องกันยังคงอยู่ครบถ้วน แม้ว่าจะมีการเพิ่มหรือเปลี่ยนเครื่องมือ AI จากบุคคลที่สาม
มาตรการด้านความปลอดภัยไซเบอร์ในภาพรวมของ GovTech เองก็สนับสนุนการทำงานนี้ หน่วยงานใช้กรอบการทำงานด้านสถาปัตยกรรมที่อยู่บนพื้นฐานความน่าเชื่อถือของรัฐบาล ควบคู่ไปกับการทำ Red-Teaming, การประเมินช่องโหว่ (Vulnerability Assessment) และการทดสอบเจาะระบบ (Penetration Testing) เป็นประจำในทุกหน่วยงานรัฐ นอกจากนี้ยังได้สร้างแพลตฟอร์มความปลอดภัยไซเบอร์กลางที่ชื่อว่า Cerberus ซึ่งช่วยปกป้องอุปกรณ์ปลายทางและตรวจจับภัยคุกคามให้กับภาครัฐทั้งหมด
GovTech ยังได้จัดทำ LLM Cybersecurity Playbook หรือคู่มือความปลอดภัยไซเบอร์สำหรับโมเดลภาษาขนาดใหญ่ ซึ่งกำหนดแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในการพัฒนา จัดหา ติดตั้ง และใช้งานโมเดลภาษาในหน่วยงานต่างๆ
ในแง่ของกำหนดการ AI Assistant Desk กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนา โดยมีข้าราชการบางส่วนกำลังทดลองใช้ และมีแผนจะเปิดให้ใช้งานในวงกว้างขึ้นในช่วงปลายปี 2026
นอกเหนือจาก AI Assistant Desk แล้ว สิงคโปร์ยังกำลังสร้าง ระบบทะเบียน AI Agent สำหรับข้าราชการทั้งหมด 150,000 คน นี่ไม่ใช่แค่สมุดหน้าเหลืองหรือฐานข้อมูลธรรมดา แต่ระบบทะเบียนนี้จะติดตามความเป็นเจ้าของ ฟังก์ชันการทำงาน และกิจกรรมของ Agent แต่ละตัว โดยทำหน้าที่เป็นกลไกควบคุม ในขณะที่หน่วยงานรัฐต่างๆ หันมาใช้ AI สำหรับงานต่างๆ เช่น การเขียนโค้ด การร่างเอกสาร และการค้นคว้าวิจัย มากขึ้นเรื่อยๆ
ระบบทะเบียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดเครื่องมือด้านธรรมาภิบาลที่ GovTech กำลังพัฒนา เพื่อจัดการความเสี่ยงของระบบ Agentic AI หรือ AI ที่สามารถตัดสินใจและดำเนินการได้ด้วยตัวเองอย่างรวดเร็ว การดำเนินการนี้สอดคล้องกับความพยายามในภาพกว้างของสิงคโปร์ในการกำกับดูแล AI อัตโนมัติ ซึ่งรวมถึง AI Agents Sandbox ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระดับโลกระหว่าง GovTech, CSA และ IMDA กับบริษัท Google ที่ดำเนินการตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2025 ถึงพฤษภาคม 2026
โครงการ Sandbox นี้ได้ทดลองใช้ Computer-Use Agents ในสภาพแวดล้อมการทำงานจริงของรัฐบาล สำหรับงานประกันคุณภาพ การทดสอบความปลอดภัยของ AI และการช่วยเหลือทางสังคม และพบความเสี่ยงที่สำคัญในด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ความเป็นส่วนตัว และการกำกับดูแล
ในระดับนโยบาย สิงคโปร์ยังได้เปิดตัว Model AI Governance Framework for Agentic AI เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2026 ซึ่งกำหนดให้องค์กรต่างๆ ต้องประเมินและจำกัดขอบเขตความเสี่ยงตั้งแต่ต้น จำกัดความเป็นอิสระและการเข้าถึงของ Agent และให้มนุษย์ยังคงมีหน้าที่รับผิดชอบอยู่เสมอ ภาคผนวกของกรอบการทำงานนี้มีแม่แบบสำหรับระบบทะเบียน Agent และการจัดการข้อมูลประจำตัว (Identity Management) รวมอยู่ด้วย
เมื่อนำมารวมกันแล้ว ระบบทะเบียนในทางปฏิบัติและกรอบการกำกับดูแลนี้ ได้สร้างแนวทางแบบสองทาง คือ ทั้งการติดตามว่า Agent กำลังทำอะไรอยู่ และการตั้งกฎว่าพวกมันควรประพฤติตัวอย่างไร
คำถามต้นฉบับถามถึง Markly และ LangBuddy ในฐานะเครื่องมือ AI เฉพาะที่กำลังทดสอบในโรงเรียนรัฐบาล แต่แหล่งข้อมูลที่ให้มาไม่ได้ยืนยันเครื่องมือทั้งสองนี้อย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ได้รับการยืนยันคือ สิงคโปร์มี เครื่องมือ AI ที่พัฒนาจากส่วนกลางหลายรายการ ทำงานอยู่บน Student Learning Space (SLS) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์แห่งชาติที่ครูและนักเรียนทุกคนในระบบโรงเรียนใช้ เครื่องมือเหล่านี้พัฒนาโดยกระทรวงศึกษาธิการ (MOE) และ GovTech ร่วมกัน ซึ่งรวมถึง:
กระทรวงศึกษาธิการใช้แนวทางแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยจำกัดการใช้เครื่องมือ AI สำหรับนักเรียนในระดับประถมต้น (ป.1-3) เพื่อปกป้องการพัฒนาทักษะพื้นฐาน ในขณะที่นักเรียนที่โตกว่า จะใช้ AI ในฐานะคู่หูทางการเรียนรู้ นาง Jasmin Lau รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ระบุเป้าหมายไว้ว่า ต้องการให้นักเรียน “เรียนรู้เกี่ยวกับ AI, เรียนรู้ที่จะใช้ AI, เรียนรู้ไปกับ AI และที่สำคัญที่สุดคือ เรียนรู้ให้เหนือกว่า AI”
GovTech กำลังเปลี่ยนไปสู่ การทดสอบความปลอดภัยเชิงรุกและต่อเนื่อง อย่างชัดเจน นาย Chian Khai Ang ผู้ดูแลด้านความปลอดภัยไซเบอร์ของ GovTech ได้กล่าวว่า หน่วยงานกำลังเปลี่ยน “กระบวนทัศน์จากเดิมที่เชื่อว่าการโจมตีทางไซเบอร์ป้องกันได้” ไปสู่การทดสอบระบบอย่างต่อเนื่อง มากกว่าการพึ่งพาการตรวจสอบเป็นระยะๆ
หน่วยงานยังกำลังขยายขีดความสามารถในการทดสอบการโจมตีแบบปฏิเสธการให้บริการ (DDoS) ที่ใช้ AI ช่วย เพื่อให้หน่วยงานอื่นๆ สามารถทดสอบได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น บล็อกสาธารณะของ GovTech ยังยืนยันถึงการทำงานอย่างต่อเนื่องในหัวข้อ “วิศวกรรมสถาปัตยกรรม Multi-Agent สำหรับการทดสอบเจาะระบบอัตโนมัติ”
ในด้านเชิงรุก สิงคโปร์ได้สร้าง AI Capture the Flag (AI CTF) ขึ้นเป็นแพลตฟอร์มหลักในการตรวจสอบช่องโหว่เฉพาะของระบบ AI ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่การทดสอบแบบดั้งเดิมอาจตรวจจับไม่เจอ ผู้เข้าร่วมจะแข่งขันกันค้นหาและใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ด้านความปลอดภัยเฉพาะของ AI ในสภาพแวดล้อมที่ควบคุม
เครื่องมือเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาอย่างโดดเดี่ยว สิงคโปร์ได้ทุ่มงบประมาณ มากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ตลอดระยะเวลาห้าปี เพื่อกระตุ้นกิจกรรมด้าน AI และตั้งเป้าที่จะเพิ่มจำนวนผู้ปฏิบัติงานด้าน AI (AI Practitioners) ขึ้นเป็นสามเท่าตัว เป็น 15,000 คน ภายในเดือนมีนาคม 2026 มีการประกาศจัดตั้ง Institute of Digital Government (IDG) เพื่อเสริมสร้างทักษะดิจิทัล, ข้อมูล, การออกแบบ และ AI ให้กับระบบราชการทั้งหมดอย่างเป็นระบบ โดยมีหลักสูตรบังคับพื้นฐานที่ครอบคลุมถึงความปลอดภัยไซเบอร์, การปกป้องข้อมูล และความรู้เท่าทันด้าน AI (AI Literacy)
แผนยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติ (National AI Strategy) ได้วางกรอบการดำเนินการทั้งหมดนี้ โดยเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อน “การนำ AI ไปใช้อย่างกว้างขวางในหน่วยงานรัฐ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและยกระดับการให้บริการ” ระบบทะเบียน, AI Assistant Desk, เครื่องมือในโรงเรียน และงานด้านความปลอดภัยไซเบอร์ด้วย AI ล้วนเป็นการแสดงผลในเชิงปฏิบัติการของนโยบายเดียวที่สอดคล้องกันคือ: การใช้งาน AI ในวงกว้าง แต่ต้องมีการกำกับดูแลและรักษาความปลอดภัยในทุกมิติ
Comments
0 comments