สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจคือ โรงงานทดสอบชิปมูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ฯ นี้ เป็นคนละโครงการกับข่าวการลงทุนขนาดใหญ่อีกชิ้นของ Samsung ในพื้นที่เดียวกัน โดยก่อนหน้านี้ในเดือนเมษายน 2569 บลูมเบิร์กรายงานว่า Samsung มีแผนสร้างโรงงานแพคเกจจิ้งเซมิคอนดักเตอร์ มูลค่าถึง 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในจังหวัดไทยเหงียน
ขณะที่โรงงานทดสอบชิปจะทำหน้าที่ตรวจสอบว่าแผงวงจรหน่วยความจำ (Memory Dies) ทำงานได้สมบูรณ์หรือไม่ โรงงานแพคเกจจิ้งจะทำหน้าที่ในขั้นตอนที่ซับซ้อนถัดไป นั่นคือการห่อหุ้มและประกอบชิ้นส่วนของแผ่นเวเฟอร์ที่ผ่านการทดสอบแล้ว เพื่อป้องกันและพร้อมสำหรับการนำไปติดตั้งบนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
รายละเอียดของโครงการแพคเกจจิ้งมีดังนี้:
เมื่อรวมสองโครงการเข้าด้วยกัน จะเห็นถึงความพยายามครั้งใหญ่ด้วยเม็ดเงินหลายพันล้านดอลลาร์ฯ ของ Samsung ในการควบคุมกระบวนการ后端 เชิงกลยุทธ์นอกฐานการผลิตหลักของตนเอง
การเลือกเวียดนามไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะ Samsung คือนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในเวียดนาม ด้วยเม็ดเงินสะสมกว่า 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในโรงงาน 8 แห่งที่ผลิตทั้งอิเล็กทรอนิกส์ จอแสดงผล และตอนนี้รวมถึงเซมิคอนดักเตอร์ ฐานปฏิบัติการอันแข็งแกร่งนี้ช่วยให้ Samsung มีความพร้อมด้านโลจิสติกส์ บุคลากร และกรอบกฎหมายที่เอื้ออำนวย ขณะเดียวกันยังเป็นการกระจายห่วงโซ่อุปทานออกจากฐานการผลิตที่กระจุกตัว ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เร่งตัวขึ้นจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
ในอีกด้านหนึ่ง เวียดนามเองก็กำลังเดินหน้าเต็มสูบเพื่อดึงดูดการลงทุนลักษณะนี้ เพื่อใช้เป็นใบเบิกทางไต่ขึ้นห่วงโซ่มูลค่าทางเทคโนโลยี โดยขณะนี้เวียดนามกำลังก้าวขึ้นมาเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญสำหรับงาน后端 อย่างการประกอบ ทดสอบ และแพคเกจจิ้ง (Assembly, Testing, and Packaging - ATP) โดยมีผู้เล่นระดับโลกอย่าง Amkor และ Intel เข้ามาตั้งหรือขยายฐานการผลิตเช่นกัน ทางการเวียดนามตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านนี้ และกำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับ Samsung เพื่อเร่งรัดโครงการต่างๆ
เม็ดเงินลงทุนในส่วนของการทดสอบและแพคเกจจิ้งรวมกันกว่า 5.5 พันล้านดอลลาร์ฯ นี้ ส่งสัญญาณชัดเจนว่า โรงงานของ Samsung ในเวียดนามกำลังยกระดับไปไกลกว่าการประกอบอุปกรณ์ผู้บริโภค พวกเขากำลังกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน AI และหน่วยความจำระดับโลกอย่างแท้จริง
Comments
0 comments