เทคโนโลยีของ Ore Energy เป็นการพลิกโฉมกระบวนการที่เราคุ้นเคยกันดี นั่นคือ 'สนิม' โดยเวลาที่แบตเตอรี่จ่ายไฟฟ้า (discharge) อิเล็กโทรดที่เป็นเหล็กจะทำปฏิกิริยากับออกซิเจนที่ดึงมาจากอากาศ เกิดเป็นสนิมและปล่อยไฟฟ้าออกมา และเวลาที่ชาร์จแบตเตอรี่ (charge) กระแสไฟฟ้าจะเปลี่ยนสนิมกลับไปเป็นเหล็กดังเดิม
วงจร 'สนิมย้อนกลับ' (reversible rusting) นี้เป็นเคมีที่ต้นทุนต่ำ และไม่ต้องพึ่งพาลิเธียม หลีกเลี่ยงปัญหาห่วงโซ่อุปทานของแร่หายากอย่างโคบอลต์หรือนิกเกิลที่มักมีข้อกังวลด้านจริยธรรมและความมั่นคง
วัตถุดิบหลักของระบบนี้คือเหล็ก น้ำ และอากาศ ซึ่งหาได้ง่าย ราคาถูก และไม่ติดไฟ ทำให้ระบบมีความปลอดภัยสูง และมีศักยภาพด้านต้นทุนที่ต่ำกว่าระบบลิเธียมไอออนอย่างมาก Ore Energy อ้างว่าแบตเตอรี่ของตนมีต้นทุนถูกกว่าระบบลิเธียมไอออนทั่วไปประมาณ หนึ่งในสิบ เมื่อเทียบระยะเวลากักเก็บเท่ากัน
ก่อนหน้ารอบ Series A ด้วยซ้ำ Ore Energy ก็สร้างประวัติศาสตร์ไว้แล้ว ในเดือนมิถุนายน 2026 บริษัทเซ็นสัญญา 1 GWh กับ Budget Thuis ซึ่งเป็นผู้ให้บริการพลังงานและโทรคมนาคมรายใหญ่ของเนเธอร์แลนด์ นับเป็นสัญญาแบตเตอรี่เหล็ก-อากาศที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปภาคพื้นทวีป และเป็นสัญญาแรกกับผู้ให้บริการพลังงานในยุโรป
ดีลดังกล่าวเริ่มต้นด้วยเฟสแรกที่ตกลงกันไว้ที่ 400 MWh โดยมีแผนเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในปี 2028 สถาปัตยกรรมแบตเตอรี่แบบคอนเทนเนอร์ของ Ore Energy สามารถปรับระยะเวลากักเก็บได้ตั้งแต่ 24 ถึง 100 ชั่วโมง ทำให้ Budget Thuis สามารถเก็บสะสมไฟฟ้าส่วนเกินจากลมและแสงอาทิตย์ในช่วงที่มีการผลิตมาก และนำมาใช้ในช่วงที่การผลิตตกต่ำเป็นเวลาหลายวัน
Annemarie Buitelaar ซีอีโอของ Budget Thuis กล่าวถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่าเป็นก้าวสำคัญในการลดต้นทุนค่าพลังงานให้กับผู้บริโภค
Ore Energy มีแผนชัดเจนในการใช้เงินทุนรอบนี้:
บริษัทตั้งเป้าที่จะถึงกำลังการผลิตระดับกิกะวัตต์-ชั่วโมง (GWh) ภายในปี 2028 โดยโรงงานแห่งแรกจะใช้เป็นต้นแบบในการตรวจสอบความสามารถในการผลิตแบตเตอรี่ในระดับสาธารณูปโภค การลงทุนครั้งนี้ยังสอดคล้องกับความต้องการกักเก็บพลังงานระยะยาวที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก จากปัจจัยต่างๆ เช่น ศูนย์ข้อมูล AI การใช้ไฟฟ้าในภาคการผลิต และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน
แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ใช้กันทั่วไปในระบบไฟฟ้าสามารถกักเก็บไฟฟ้าได้ประมาณ 4-8 ชั่วโมง ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้ในช่วงพีคตอนเย็น แต่ไม่เพียงพอสำหรับช่วงที่สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยหลายวัน ซึ่งเป็นเวลาที่ทั้งพลังงานลมและแสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้าได้น้อย แบตเตอรี่ที่สามารถกักเก็บไฟฟ้าได้นาน 100 ชั่วโมง (ประมาณ 4 วัน) จะช่วยถมช่องว่างนี้ได้ ช่วยให้การไฟฟ้าลดการพึ่งพาโรงไฟฟ้าที่ใช้แก๊สธรรมชาติ ซึ่งมักถูกเปิดใช้ในช่วงที่มีความต้องการสูงสุด (peaker plants) และช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับระบบไฟฟ้าที่ใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก
Ore Energy ไม่ใช่บริษัทเดียวในตลาดนี้ Form Energy ในสหรัฐฯ ก็พัฒนาเคมีแบตเตอรี่ลักษณะนี้มาหลายปีแล้ว แต่ดีลของ Ore กับ Budget Thuis และการสนับสนุนจาก Plural และ HV Capital สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนและบริษัทสาธารณูปโภคในยุโรปเริ่มให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีนี้ในฐานะตัวเสริมให้กับลิเธียมไอออนอย่างจริงจัง
เทคโนโลยีของ Ore Energy เป็นการพลิกโฉมกระบวนการที่เราคุ้นเคยกันดี นั่นคือ 'สนิม' โดยเวลาที่แบตเตอรี่จ่ายไฟฟ้า (discharge) อิเล็กโทรดที่เป็นเหล็กจะทำปฏิกิริยากับออกซิเจนที่ดึงมาจากอากาศ เกิดเป็นสนิมและปล่อยไฟฟ้าออกมา และเวลาที่ชาร์จแบตเตอรี่ (charge) กระแสไฟฟ้าจะเปลี่ยนสนิมกลับไปเป็นเหล็กดังเดิม
วงจร 'สนิมย้อนกลับ' (reversible rusting) นี้เป็นเคมีที่ต้นทุนต่ำ และไม่ต้องพึ่งพาลิเธียม หลีกเลี่ยงปัญหาห่วงโซ่อุปทานของแร่หายากอย่างโคบอลต์หรือนิกเกิลที่มักมีข้อกังวลด้านจริยธรรมและความมั่นคง
วัตถุดิบหลักของระบบนี้คือเหล็ก น้ำ และอากาศ ซึ่งหาได้ง่าย ราคาถูก และไม่ติดไฟ ทำให้ระบบมีความปลอดภัยสูง และมีศักยภาพด้านต้นทุนที่ต่ำกว่าระบบลิเธียมไอออนอย่างมาก Ore Energy อ้างว่าแบตเตอรี่ของตนมีต้นทุนถูกกว่าระบบลิเธียมไอออนทั่วไปประมาณ หนึ่งในสิบ เมื่อเทียบระยะเวลากักเก็บเท่ากัน
ก่อนหน้ารอบ Series A ด้วยซ้ำ Ore Energy ก็สร้างประวัติศาสตร์ไว้แล้ว ในเดือนมิถุนายน 2026 บริษัทเซ็นสัญญา 1 GWh กับ Budget Thuis ซึ่งเป็นผู้ให้บริการพลังงานและโทรคมนาคมรายใหญ่ของเนเธอร์แลนด์ นับเป็นสัญญาแบตเตอรี่เหล็ก-อากาศที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปภาคพื้นทวีป และเป็นสัญญาแรกกับผู้ให้บริการพลังงานในยุโรป
ดีลดังกล่าวเริ่มต้นด้วยเฟสแรกที่ตกลงกันไว้ที่ 400 MWh โดยมีแผนเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในปี 2028 สถาปัตยกรรมแบตเตอรี่แบบคอนเทนเนอร์ของ Ore Energy สามารถปรับระยะเวลากักเก็บได้ตั้งแต่ 24 ถึง 100 ชั่วโมง ทำให้ Budget Thuis สามารถเก็บสะสมไฟฟ้าส่วนเกินจากลมและแสงอาทิตย์ในช่วงที่มีการผลิตมาก และนำมาใช้ในช่วงที่การผลิตตกต่ำเป็นเวลาหลายวัน
Annemarie Buitelaar ซีอีโอของ Budget Thuis กล่าวถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่าเป็นก้าวสำคัญในการลดต้นทุนค่าพลังงานให้กับผู้บริโภค
Ore Energy มีแผนชัดเจนในการใช้เงินทุนรอบนี้:
บริษัทตั้งเป้าที่จะถึงกำลังการผลิตระดับกิกะวัตต์-ชั่วโมง (GWh) ภายในปี 2028 โดยโรงงานแห่งแรกจะใช้เป็นต้นแบบในการตรวจสอบความสามารถในการผลิตแบตเตอรี่ในระดับสาธารณูปโภค การลงทุนครั้งนี้ยังสอดคล้องกับความต้องการกักเก็บพลังงานระยะยาวที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก จากปัจจัยต่างๆ เช่น ศูนย์ข้อมูล AI การใช้ไฟฟ้าในภาคการผลิต และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน
แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ใช้กันทั่วไปในระบบไฟฟ้าสามารถกักเก็บไฟฟ้าได้ประมาณ 4-8 ชั่วโมง ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้ในช่วงพีคตอนเย็น แต่ไม่เพียงพอสำหรับช่วงที่สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยหลายวัน ซึ่งเป็นเวลาที่ทั้งพลังงานลมและแสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้าได้น้อย แบตเตอรี่ที่สามารถกักเก็บไฟฟ้าได้นาน 100 ชั่วโมง (ประมาณ 4 วัน) จะช่วยถมช่องว่างนี้ได้ ช่วยให้การไฟฟ้าลดการพึ่งพาโรงไฟฟ้าที่ใช้แก๊สธรรมชาติ ซึ่งมักถูกเปิดใช้ในช่วงที่มีความต้องการสูงสุด (peaker plants) และช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับระบบไฟฟ้าที่ใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก
Ore Energy ไม่ใช่บริษัทเดียวในตลาดนี้ Form Energy ในสหรัฐฯ ก็พัฒนาเคมีแบตเตอรี่ลักษณะนี้มาหลายปีแล้ว แต่ดีลของ Ore กับ Budget Thuis และการสนับสนุนจาก Plural และ HV Capital สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนและบริษัทสาธารณูปโภคในยุโรปเริ่มให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีนี้ในฐานะตัวเสริมให้กับลิเธียมไอออนอย่างจริงจัง