NASA วางแผนปล่อยกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Nancy Grace Roman ด้วยจรวด Falcon Heavy ของ SpaceX เวลา 18:26 น. Roman ใช้กระจกหลักขนาด 2.4 เมตรเท่า Hubble แต่ติดตั้งกล้องอินฟราเรดความละเอียด 300 ล้านพิกเซลที่มีมุมมองกว้างกว่า Hubble มากกว่า 100 เท่า และอาจสำรวจท้องฟ้าได้เร็วกว่าในบางโครงการถึง 1,000 เท่า ภารกิจนี้คาดว่าจะพบดาว...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What is NASA’s $4 billion Nancy Grace Roman Space Telescope, when and from where is it scheduled to launch aboard SpaceX’s Falcon Heavy, wha. Article summary: NASA’s roughly $4 billion Nancy Grace Roman Space Telescope is a wide-field infrared observatory built to survey dark energy, map galaxies, and conduct a census of exoplanets. It is scheduled to launch on a SpaceX Falcon. Topic tags: general, government, education, general web. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts
กล้องโทรทรรศน์อวกาศ Nancy Grace Roman ของ NASA กำลังเข้าสู่ช่วงสุดท้ายก่อนการเดินทางครั้งสำคัญ โดยมีกำหนดปล่อยด้วยจรวด Falcon Heavy ของ SpaceX เวลา 7:26 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ หรือประมาณ 18:26 น. ตามเวลาไทย ในวันที่ 30 สิงหาคม 2026 จากฐานปล่อย Launch Complex 39A ที่ศูนย์อวกาศเคนเนดี รัฐฟลอริดา 47 54
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเวลาเป้าหมาย ไม่ใช่การรับประกันว่าจะปล่อยได้แน่นอน NASA มีกำหนดจัดการทบทวนความพร้อมขั้นสุดท้ายและการลงมติ “go/no-go” ในวันที่ 28 สิงหาคม ก่อนตัดสินใจเดินหน้าสู่วันปล่อย 50
Roman เป็นหอดูดาวอวกาศที่ออกแบบมาเพื่อสำรวจท้องฟ้าผืนใหญ่ในช่วงคลื่นอินฟราเรดใกล้ โดยมีเป้าหมายหลักคือศึกษาพลังงานมืดและสสารมืด ติดตามการก่อตัวของกาแล็กซีและโครงสร้างขนาดใหญ่ของเอกภพ รวมถึงทำสำมะโนดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะในระดับสถิติ 1 9
จุดเด่นของ Roman ไม่ใช่การมองวัตถุชิ้นเดียวให้ลึกที่สุด แต่คือการมองพื้นที่กว้างมากอย่างรวดเร็วและมีความคมชัดสูง NASA ระบุว่า ในช่วง 5 ปีแรก Roman จะถ่ายภาพท้องฟ้าได้มากกว่าพื้นที่ที่ Hubble สำรวจตลอด 30 ปีแรกถึงกว่า 50 เท่า 4
ตัวกล้อง Roman ประกอบเสร็จสมบูรณ์ที่ศูนย์การบินอวกาศก็อดดาร์ดของ NASA เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2025 51 จากนั้นทีมงานได้ดำเนินการเตรียมปล่อยหลายขั้นตอนที่ศูนย์อวกาศเคนเนดี ได้แก่
ความคืบหน้าเหล่านี้สะท้อนว่า Roman เปลี่ยนผ่านจากขั้นตอนก่อสร้างเข้าสู่แคมเปญปล่อยแล้ว แต่ยังอาจเกิดความล่าช้าจากปัญหาทางเทคนิค สภาพอากาศ หรือข้อจำกัดด้านความปลอดภัยของสนามปล่อยได้
กระจกหลักของ Roman มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.4 เมตร ซึ่งเท่ากับ Hubble ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่การออกแบบระบบทัศนศาสตร์และชุดตรวจจับภาพ โดยเครื่องมือหลักที่เรียกว่า Wide Field Instrument หรือ WFI เป็นกล้องอินฟราเรดใกล้ความละเอียดราว 300 ล้านพิกเซล และมีพื้นที่รับภาพกว้างกว่ากล้องอินฟราเรดของ Hubble มากกว่า 100 เท่า 1 2 4
ภาพจาก Roman เพียงหนึ่งภาพจะครอบคลุมพื้นที่ท้องฟ้าที่ใหญ่กว่าขนาดปรากฏของดวงจันทร์เต็มดวง ขณะที่ภาพอินฟราเรดจากกล้อง WFC3 ของ Hubble มีพื้นที่เล็กกว่าประมาณ 200 เท่า 6
NASA ประเมินว่า Roman อาจสำรวจท้องฟ้าได้เร็วกว่า Hubble ถึง 1,000 เท่าสำหรับโครงการสำรวจพื้นที่กว้างที่เหมาะสม โดยยังคงความไวและความละเอียดในช่วงอินฟราเรดใกล้ใกล้เคียงกัน 7
นั่นไม่ได้หมายความว่า Roman จะมาแทนที่ Hubble แต่กล้องทั้งสองมีบทบาทต่างกัน Hubble เหมาะกับการสังเกตวัตถุเป้าหมายแบบเจาะจงและเก็บรายละเอียด ส่วน Roman จะทำแผนที่พื้นที่ขนาดใหญ่ ค้นหาวัตถุที่น่าสนใจ และส่งต่อเป้าหมายให้ Hubble, James Webb และหอดูดาวบนพื้นโลกศึกษาต่ออย่างละเอียด
Roman จะมีเครื่องมือวิทยาศาสตร์ 2 ชิ้น ได้แก่ WFI และ Coronagraph Instrument โดย Coronagraph เป็นโครงการสาธิตเทคโนโลยี ไม่ใช่ภารกิจค้นหา “โลกฝาแฝด” จำนวนมากโดยตรง 3 13
ระบบนี้ใช้หน้ากากบังแสงจากดาวฤกษ์แม่ และกระจกที่สามารถปรับรูปร่างได้แบบแอ็กทีฟเพื่อลดความคลาดเคลื่อนของแสง เป้าหมายของระบบอยู่ที่อัตราคอนทราสต์ประมาณหนึ่งต่อพันล้าน ทำให้สามารถถ่ายภาพดาวเคราะห์ยักษ์บางดวงและจานเศษซากรอบดาวฤกษ์ พร้อมเก็บสเปกตรัมความละเอียดต่ำได้ 3 10
ความท้าทายของการถ่ายภาพโดยตรงคือแสงจากดาวเคราะห์ ซึ่งอาจเป็นเพียงแสงสะท้อนหรือแสงที่ปล่อยออกมาเอง ถูกแสงจ้าของดาวฤกษ์แม่กลบจนแทบมองไม่เห็น ดังนั้น Coronagraph จึงมีความสำคัญในฐานะการทดสอบเทคโนโลยีสำหรับภารกิจรุ่นถัดไปที่อาจค้นหาดาวเคราะห์ขนาดเล็กและมีสภาพเอื้อต่อการอยู่อาศัยได้
โครงการสำรวจจักรวาลวิทยาของ Roman จะใช้การวัดหลายวิธีประกอบกัน เพื่อหาคำตอบว่าเอกภพขยายตัวอย่างไร และสสารก่อตัวเป็นโครงสร้างขนาดใหญ่ขึ้นมาอย่างไร
การสำรวจพื้นที่กว้างในละติจูดสูงมีแผนครอบคลุมท้องฟ้ามากกว่า 5,000 ตารางองศา หรือราว 12% ของท้องฟ้าทั้งหมด ภายในเวลาไม่ถึง 1 ปีครึ่ง 33 37
Roman จะใช้ทั้งภาพถ่ายและสเปกโทรสโกปีเพื่อวัดตำแหน่ง ระยะทาง และรูปแบบการกระจุกตัวของกาแล็กซี แบบจำลองอ้างอิงหนึ่งระบุว่าอาจวัดค่าการเลื่อนทางแดงของกาแล็กซีได้ประมาณ 12 ล้านแห่ง เพื่อศึกษาปรากฏการณ์ baryon acoustic oscillations หรือ BAO 35
BAO คือร่องรอยของคลื่นเสียงในเอกภพยุคแรก ซึ่งทิ้ง “มาตรฐานระยะทาง” เอาไว้ นักดาราศาสตร์สามารถใช้มาตรฐานนี้ติดตามว่าเอกภพขยายตัวเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาอย่างไร
แรงโน้มถ่วงของสสารระหว่างทางจะบิดรูปร่างที่ปรากฏของกาแล็กซีไกลออกไปเล็กน้อย เมื่อวัดการบิดเบือนนี้จากกาแล็กซีจำนวนมหาศาล Roman จะช่วยทำแผนที่การกระจายตัวของสสาร รวมถึงสสารมืด และติดตามการเติบโตของโครงสร้างจักรวาลได้
แบบจำลองอ้างอิงระบุว่า Roman อาจวัดรูปร่างของกาแล็กซีที่ถูกเลนส์ความโน้มถ่วงบิดเบือนได้ราว 370 ล้านแห่ง 35
Roman ยังจะเฝ้าติดตามท้องฟ้าแบบเปลี่ยนแปลงตามเวลา เพื่อค้นหาและศึกษาซูเปอร์โนวาประเภท Ia หลายพันดวง ซึ่งอาจอยู่ไกลถึงค่าการเลื่อนทางแดงประมาณ 2 ความสว่างที่ผ่านการปรับเทียบและระยะทางจากการวัดการเลื่อนทางแดงจะทำหน้าที่เป็นตัวบ่งชี้ระยะทางในประวัติศาสตร์ของเอกภพ 31
เมื่อนำระยะทางจากซูเปอร์โนวา ไม้บรรทัดมาตรฐานจาก BAO และข้อมูลการเติบโตของสสารจากเลนส์ความโน้มถ่วงมาเปรียบเทียบกัน นักวิทยาศาสตร์จะทดสอบได้ดีขึ้นว่าเอกภพกำลังเร่งขยายตัวเพราะค่าคงที่จักรวาล พลังงานมืดที่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา หรือทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของเรายังไม่สมบูรณ์
“Hubble tension” คือความไม่ลงรอยกันระหว่างค่าประมาณอัตราการขยายตัวของเอกภพในปัจจุบัน ซึ่งได้จากวิธีวัดและช่วงเวลาทางจักรวาลที่แตกต่างกัน โดยข้อมูลที่ใช้ในบทความนี้ระบุว่าความแตกต่างอยู่ที่ราว 8%
Roman ไม่น่าจะยุติประเด็นนี้ได้จากการวัดเพียงครั้งเดียว แต่จะเพิ่มข้อมูลอิสระที่ควบคุมความคลาดเคลื่อนได้ดีขึ้น ทั้งจากระยะทางของซูเปอร์โนวา การกระจุกตัวของกาแล็กซี และการเติบโตของโครงสร้างสสาร
หากวิธีวัดหลายแบบให้ภาพประวัติการขยายตัวเดียวกัน ก็อาจช่วยแยกได้ว่าความขัดแย้งเกิดจากอคติในการวัดที่ยังไม่ถูกค้นพบหรือเป็นสัญญาณของฟิสิกส์ใหม่ หากผลไม่ตรงกัน รูปแบบความแตกต่างก็อาจชี้ให้เห็นว่าสมมติฐานใดควรได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติม สิ่งที่ควรคาดหวังคือหลักฐานที่แม่นยำขึ้น ไม่ใช่คำสัญญาว่า Roman จะแก้ปัญหานี้ได้แน่นอน
Roman จะเฝ้าสังเกตพื้นที่หนาแน่นบริเวณใจกลางทางช้างเผือกซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยติดตามความสว่างของดาวฤกษ์จำนวนหลายร้อยล้านดวง วิธีตรวจจับหลักมี 2 แบบ
NASA คาดว่า Roman จะค้นพบดาวเคราะห์ผ่านไมโครเลนส์มากกว่า 1,000 ดวง 9 กลุ่มนี้อาจรวมถึงดาวเคราะห์มวลต่ำที่มีขนาดใกล้เคียงหรือน้อยกว่าดาวอังคารในเหตุการณ์ที่เหมาะสม ตลอดจนดาวเคราะห์เร่ร่อนหรือ “ดาวเคราะห์กำพร้า” ที่ไม่ได้โคจรรอบดาวฤกษ์ใด 20 21
ตัวเลขทั้งหมดเป็นประมาณการผลลัพธ์ที่คาดหวัง ไม่ใช่จำนวนดาวเคราะห์ที่ยืนยันแล้วในปัจจุบัน การค้นหาแบบทรานซิตเหมาะกับดาวเคราะห์ที่เคลื่อนผ่านหน้าดาวฤกษ์ ส่วนไมโครเลนส์ช่วยเปิดหน้าต่างไปสู่ดาวเคราะห์ที่เย็นกว่า อยู่ไกลกว่า หรือไม่มีดาวฤกษ์เป็นเจ้าของ ซึ่งวิธีทรานซิตและการวัดความเร็วแนวเล็งตรวจพบได้ยากกว่า
หลังปล่อย Roman จะเดินทางไปยังวงโคจรฮาโลรอบจุด L2 ในระบบดวงอาทิตย์–โลก ซึ่งอยู่ห่างจากโลกประมาณ 1 ล้านไมล์ หรือราว 1.6 ล้านกิโลเมตร ในทิศทางตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ ตำแหน่งนี้ช่วยให้กล้องมองพื้นที่เป้าหมายเดิมได้นานและเหมาะกับการสังเกตในช่วงอินฟราเรด 18 51
หลังจากนั้นยังต้องผ่านขั้นตอนเดินทาง กางส่วนประกอบ เปิดใช้งานเครื่องมือ ปรับเทียบ และทดสอบระบบก่อนเริ่มสังเกตการณ์วิทยาศาสตร์ตามปกติ เอกสาร NASA ที่ใช้ในบทความนี้ยังไม่ได้ระบุวันเผยแพร่ผลงานวิทยาศาสตร์ชุดแรกอย่างเป็นทางการ ดังนั้นไม่ควรคาดว่าจะเห็นผลลัพธ์ฉบับสมบูรณ์ทันทีหลังการปล่อย
ภารกิจหลักวางแผนไว้ประมาณ 5 ปี ส่วนการต่ออายุภารกิจจะขึ้นอยู่กับสภาพยาน เชื้อเพลิง งบประมาณ และลำดับความสำคัญทางวิทยาศาสตร์ จึงยังถือเป็นความเป็นไปได้ ไม่ใช่สิ่งที่รับประกัน 4
Roman ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อทำให้กล้องโทรทรรศน์รุ่นก่อนหมดความสำคัญ แต่จะทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายสังเกตการณ์ขนาดใหญ่
ความสามารถที่โดดเด่นที่สุดของ Roman คือการรวมความคมชัดระดับ Hubble เข้ากับมุมมองที่กว้างกว่า 100 เท่า ภารกิจนี้จะช่วยทำแผนที่จักรวาลในพื้นที่มหาศาล ติดตามการขยายตัวของเอกภพและการเติบโตของสสารด้วยหลายวิธี พร้อมเปิดสำมะโนดาวเคราะห์เย็น ไกล และอาจไร้ดาวฤกษ์เจ้าของในทางช้างเผือก
กำหนดปล่อยด้วย Falcon Heavy ในวันที่ 30 สิงหาคม 2026 คือหมุดหมายถัดไป ส่วนบททดสอบทางวิทยาศาสตร์ที่แท้จริงจะเริ่มขึ้นภายหลัง เมื่อข้อมูลจาก Roman เผยให้เห็นว่าเอกภพกำลังเร่งขยายตัวตามที่คาดไว้หรือไม่ และในทางช้างเผือกของเรามีโลกที่ยังไม่เคยถูกค้นพบอีกมากเพียงใด
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
NASA วางแผนปล่อยกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Nancy Grace Roman ด้วยจรวด Falcon Heavy ของ SpaceX เวลา 18:26 น.
NASA วางแผนปล่อยกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Nancy Grace Roman ด้วยจรวด Falcon Heavy ของ SpaceX เวลา 18:26 น. Roman ใช้กระจกหลักขนาด 2.4 เมตรเท่า Hubble แต่ติดตั้งกล้องอินฟราเรดความละเอียด 300 ล้านพิกเซลที่มีมุมมองกว้างกว่า Hubble มากกว่า 100 เท่า และอาจสำรวจท้องฟ้าได้เร็วกว่าในบางโครงการถึง 1,000 เท่า
ภารกิจนี้คาดว่าจะพบดาวเคราะห์ที่ตรวจจับด้วยวิธีทรานซิตมากกว่า 100,000 ดวง และดาวเคราะห์จากปรากฏการณ์ไมโครเลนส์มากกว่า 1,000 ดวง พร้อมใช้ข้อมูลกาแล็กซี ซูเปอร์โนวา และการบิดเบือนของแสงเพื่อศึกษาพลังงานมืด