แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากกลุ่ม hyperscalers หรือบริษัทเทคโนโลยีที่ให้บริการคลาวด์และมีศูนย์ข้อมูลขนาดมหึมา ได้แก่ Alphabet, Amazon, Meta และ Microsoft โดยคาดว่าทั้ง 4 บริษัทจะใช้งบลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI รวมกันประมาณ 700,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026
Morgan Stanley คาดว่าการออกพันธบัตรจะเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ก่อนหน้านี้ ในปี 2025 กลุ่ม hyperscalers ออกหนี้เกรดลงทุนไปแล้วมากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์เพื่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ และ Morgan Stanley Investment Management ประเมินว่าอุปทานหนี้สุทธิจากกลุ่มนี้อาจเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 30–50% ในปี 2026 แตะระดับ 130,000–150,000 ล้านดอลลาร์
เมื่อความต้องการพลังประมวลผลเพิ่มขึ้น บริษัทเหล่านี้จึงไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะด้านโมเดล AI หรือชิปเท่านั้น แต่ยังแข่งขันกันแย่งพื้นที่ในตลาดตราสารหนี้ด้วย
Amazon เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของขนาดการกู้เงินเพื่อ AI ในเดือนมิถุนายน บริษัทระดมทุนจากตลาดต่างประเทศและธนาคารต่อเนื่องกันแทบจะทันที
วันที่ 8–9 มิถุนายน 2026 Amazon ออกพันธบัตรสกุลเงินดอลลาร์แคนาดามูลค่า 14,000 ล้านดอลลาร์แคนาดา หรือประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการออกพันธบัตรบริษัทครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสกุลเงินดังกล่าว ดีลดังกล่าวทำลายสถิติเดิมของ Alphabet ซึ่งระดมทุน 8,500 ล้านดอลลาร์แคนาดาไปเพียงหนึ่งเดือนก่อนหน้า
พันธบัตรแบ่งออกเป็น 5 ชุด มีอายุไถ่ถอนตั้งแต่ 3 ถึง 30 ปี และได้รับคำสั่งซื้อรวมมากกว่า 28,000 ล้านดอลลาร์แคนาดา ความต้องการที่ล้นกว่ามูลค่าที่เสนอขายสะท้อนว่านักลงทุนยังพร้อมปล่อยกู้ให้บริษัทเทคโนโลยีคุณภาพสูง แม้ขนาดการใช้เงินลงทุนจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
หลังการขายพันธบัตร Amazon ยังประกาศวงเงินกู้แบบ delayed-draw term loan มูลค่า 17,500 ล้านดอลลาร์ จากกลุ่มธนาคารที่มี Citigroup, JPMorgan Chase, Wells Fargo, HSBC และ BofA Securities รวมอยู่ด้วย
วงเงินประเภทนี้แตกต่างจากพันธบัตรทั่วไป เพราะ Amazon ไม่จำเป็นต้องเบิกเงินทั้งหมดในทันที บริษัทสามารถทยอยเบิกใช้ได้ตามจังหวะของตัวเองจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2026 และแต่ละยอดที่เบิกจะมีระยะเวลาชำระคืน 3 ปี
Amazon ระบุแผนใช้งบลงทุนด้าน AI สูงถึง 200,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าจะกดกระแสเงินสดอิสระของบริษัทให้ติดลบอย่างมาก ข้อมูลที่เผยแพร่ยังระบุว่า Amazon กู้เงินรวมแล้วมากกว่า 70,000 ล้านดอลลาร์ในหลายสกุลเงินนับตั้งแต่ต้นปี 2025
ในขณะที่ Amazon ยังสามารถระดมทุนจำนวนมหาศาลได้ด้วยต้นทุนที่ตลาดยอมรับ ประสบการณ์ของ Oracle กลับชี้ให้เห็นความเสี่ยงที่แฝงอยู่ในคลื่นหนี้ AI
แม้ Oracle จะยังมีอันดับความน่าเชื่อถืออย่างเป็นทางการอยู่ในระดับ investment grade หรือระดับลงทุน แต่พันธบัตรของบริษัทซื้อขายด้วยส่วนต่างผลตอบแทน หรือ credit spread ที่ใกล้เคียงกับตราสารหนี้เกรดเก็งกำไร หรือที่ตลาดมักเรียกว่า “junk bond” ตั้งแต่ปลายปี 2025
Credit spread ของพันธบัตร Oracle เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า จากประมาณ 50 basis points ในเดือนกันยายน 2025 เป็นมากกว่า 130 basis points ในเดือนธันวาคม 2025 ซึ่งเป็นระดับที่ไม่พบเห็นนับตั้งแต่วิกฤตการเงินปี 2009 ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรอัตราดอกเบี้ย 5.2% ที่ครบกำหนดในปี 2035 เพิ่มขึ้นเป็น 5.9% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของพันธบัตรเกรดเก็งกำไรระดับบน
ต้นทุนประกันความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ หรือ credit default swap (CDS) ของ Oracle ยังพุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินครั้งใหญ่ ทำให้ผู้สังเกตการณ์บางรายมองว่าพันธบัตรของบริษัทกลายเป็น “เครื่องวัดความเสี่ยงของ AI” ในตลาดเครดิต
แรงเทขายเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับภาระหนี้ของ Oracle ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 108,100 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นไตรมาส 2 ของปีงบประมาณ 2026 และคำถามว่าการลงทุนด้าน AI จะสร้างผลตอบแทนได้เพียงพอหรือไม่ เมื่อบริษัทเปิดเผยรายจ่ายลงทุนไตรมาสดังกล่าวที่ 12,000 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ 8,250 ล้านดอลลาร์ และเพิ่มประมาณการรายจ่ายลงทุนทั้งปีอีก 15,000 ล้านดอลลาร์เป็น 50,000 ล้านดอลลาร์ ผู้ถือพันธบัตรมูลค่า 18,000 ล้านดอลลาร์ที่ซื้อไปเพียง 3 เดือนก่อนหน้าจึงมีผลขาดทุนทางบัญชีประมาณ 1,350 ล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือยังไม่ได้ปรับ Oracle ลงสู่ระดับหนี้เกรดเก็งกำไร UBS ระบุในเดือนมกราคม 2026 ว่า การถูกลดอันดับลงสู่ junk bond ในระยะใกล้ยังไม่น่าเกิดขึ้น แม้การลดอันดับลง 1 ขั้นสู่ระดับ investment grade ต่ำสุดจะเป็นไปได้ ต่อมา Fitch ยืนยันอันดับ Oracle ที่ BBB พร้อมแนวโน้มคงที่ในเดือนกุมภาพันธ์ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมของ Oracle ย้ำว่าบริษัทมุ่งมั่นรักษาสถานะ investment grade
ความแตกต่างระหว่างอันดับความน่าเชื่อถืออย่างเป็นทางการกับราคาที่ซื้อขายจริงในตลาดของ Oracle สะท้อนความระมัดระวังที่กำลังเพิ่มขึ้นในตลาดเครดิต นักลงทุนไม่ได้ดูเพียงชื่อเสียงหรือเงินสดในงบดุลของบริษัทอีกต่อไป แต่เริ่มประเมินว่ารายได้จาก AI จะเติบโตทันต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานหรือไม่
Fidelity เป็นหนึ่งในผู้จัดการสินทรัพย์ที่ส่งสัญญาณระมัดระวังอย่างชัดเจน บทวิเคราะห์ของ Fidelity Australia เมื่อปลายปี 2025 ระบุว่า บริษัท “ระมัดระวังโดยรวมต่อความเสี่ยงขาลงจากความคึกคักของตลาดรายจ่ายลงทุน AI” แม้ยังพร้อมเลือกลงทุนในตราสารที่ให้ผลตอบแทนเหมาะสมและออกโดยบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง
ต่อมา มีรายงานว่า Fidelity หลีกเลี่ยงพันธบัตรของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่ใช้งบ AI สูง เช่น Amazon, Alphabet, Meta, Microsoft และ Oracle เนื่องจากมีหนี้ใหม่ไหลเข้าสู่ตลาดจำนวนมาก ขณะที่ผลตอบแทนส่วนเพิ่มจากพันธบัตรเหล่านี้อยู่ในระดับต่ำ
Salman Ahmed หัวหน้าฝ่ายเศรษฐศาสตร์มหภาคและการจัดสรรสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ระดับโลกของ Fidelity International เคยถือสถานะขายต่อหนี้บริษัทระดับ investment grade โดยมองว่าราคาแพงเกินไป และหากเศรษฐกิจชะลอตัว ตลาดอาจเผชิญการปรับฐานรุนแรง ในรายงานไตรมาส 2 ปี 2026 Fidelity ระบุว่า credit spread ในตลาด “เหลือส่วนเผื่อสำหรับความผิดพลาดไม่มากนัก”
Fidelity Canada ยังเตือนอีกว่า AI อาจทำให้ซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิมจำนวนหนึ่งล้าสมัย ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อบริษัทที่มีหนี้ในตลาดสินเชื่อเอกชนและตลาดสินเชื่อองค์กรแบบรวมกลุ่ม เพราะตลาดเหล่านี้มีสัดส่วนการลงทุนในภาคซอฟต์แวร์ค่อนข้างมาก
แม้นักลงทุนบางส่วนจะเริ่มถอยห่างจากหนี้เทคโนโลยี แต่การระดมทุนยังคงเดินหน้าต่อ เพราะขนาดของรายจ่ายลงทุนด้าน AI ใหญ่เกินกว่าบริษัทที่มีเงินสดมากที่สุดในโลกจะใช้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเพียงอย่างเดียว Morgan Stanley คาดว่าการออกพันธบัตรจะเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี
หากรายจ่ายลงทุนของกลุ่ม hyperscalers ขยายตัวต่อเนื่องและอาจทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2027 บทบาทของตลาดตราสารหนี้ในการสนับสนุนการปฏิวัติ AI ก็เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น
แต่ตลาดกำลังสะท้อนสิ่งที่ Mohamed El-Erian เรียกว่า “ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง” หรือ disruption risk นั่นคือ ผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจาก AI ในท้ายที่สุดอาจไม่ใช่บริษัทที่กำลังกู้เงินหลายแสนล้านดอลลาร์เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในวันนี้
เมื่อพันธบัตรที่ยังอยู่ในระดับ investment grade ต้องจ่ายผลตอบแทนใกล้เคียงกับหนี้เกรดเก็งกำไร นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังแยกต้นทุนเงินทุนออกจากพื้นฐานธุรกิจปัจจุบัน และหันไปตั้งราคากับความไม่แน่นอนของอนาคตแทน
แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากกลุ่ม hyperscalers หรือบริษัทเทคโนโลยีที่ให้บริการคลาวด์และมีศูนย์ข้อมูลขนาดมหึมา ได้แก่ Alphabet, Amazon, Meta และ Microsoft โดยคาดว่าทั้ง 4 บริษัทจะใช้งบลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI รวมกันประมาณ 700,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026
Morgan Stanley คาดว่าการออกพันธบัตรจะเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ก่อนหน้านี้ ในปี 2025 กลุ่ม hyperscalers ออกหนี้เกรดลงทุนไปแล้วมากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์เพื่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ และ Morgan Stanley Investment Management ประเมินว่าอุปทานหนี้สุทธิจากกลุ่มนี้อาจเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 30–50% ในปี 2026 แตะระดับ 130,000–150,000 ล้านดอลลาร์
เมื่อความต้องการพลังประมวลผลเพิ่มขึ้น บริษัทเหล่านี้จึงไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะด้านโมเดล AI หรือชิปเท่านั้น แต่ยังแข่งขันกันแย่งพื้นที่ในตลาดตราสารหนี้ด้วย
Amazon เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของขนาดการกู้เงินเพื่อ AI ในเดือนมิถุนายน บริษัทระดมทุนจากตลาดต่างประเทศและธนาคารต่อเนื่องกันแทบจะทันที
วันที่ 8–9 มิถุนายน 2026 Amazon ออกพันธบัตรสกุลเงินดอลลาร์แคนาดามูลค่า 14,000 ล้านดอลลาร์แคนาดา หรือประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการออกพันธบัตรบริษัทครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสกุลเงินดังกล่าว ดีลดังกล่าวทำลายสถิติเดิมของ Alphabet ซึ่งระดมทุน 8,500 ล้านดอลลาร์แคนาดาไปเพียงหนึ่งเดือนก่อนหน้า
พันธบัตรแบ่งออกเป็น 5 ชุด มีอายุไถ่ถอนตั้งแต่ 3 ถึง 30 ปี และได้รับคำสั่งซื้อรวมมากกว่า 28,000 ล้านดอลลาร์แคนาดา ความต้องการที่ล้นกว่ามูลค่าที่เสนอขายสะท้อนว่านักลงทุนยังพร้อมปล่อยกู้ให้บริษัทเทคโนโลยีคุณภาพสูง แม้ขนาดการใช้เงินลงทุนจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
หลังการขายพันธบัตร Amazon ยังประกาศวงเงินกู้แบบ delayed-draw term loan มูลค่า 17,500 ล้านดอลลาร์ จากกลุ่มธนาคารที่มี Citigroup, JPMorgan Chase, Wells Fargo, HSBC และ BofA Securities รวมอยู่ด้วย
วงเงินประเภทนี้แตกต่างจากพันธบัตรทั่วไป เพราะ Amazon ไม่จำเป็นต้องเบิกเงินทั้งหมดในทันที บริษัทสามารถทยอยเบิกใช้ได้ตามจังหวะของตัวเองจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2026 และแต่ละยอดที่เบิกจะมีระยะเวลาชำระคืน 3 ปี
Amazon ระบุแผนใช้งบลงทุนด้าน AI สูงถึง 200,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าจะกดกระแสเงินสดอิสระของบริษัทให้ติดลบอย่างมาก ข้อมูลที่เผยแพร่ยังระบุว่า Amazon กู้เงินรวมแล้วมากกว่า 70,000 ล้านดอลลาร์ในหลายสกุลเงินนับตั้งแต่ต้นปี 2025
ในขณะที่ Amazon ยังสามารถระดมทุนจำนวนมหาศาลได้ด้วยต้นทุนที่ตลาดยอมรับ ประสบการณ์ของ Oracle กลับชี้ให้เห็นความเสี่ยงที่แฝงอยู่ในคลื่นหนี้ AI
แม้ Oracle จะยังมีอันดับความน่าเชื่อถืออย่างเป็นทางการอยู่ในระดับ investment grade หรือระดับลงทุน แต่พันธบัตรของบริษัทซื้อขายด้วยส่วนต่างผลตอบแทน หรือ credit spread ที่ใกล้เคียงกับตราสารหนี้เกรดเก็งกำไร หรือที่ตลาดมักเรียกว่า “junk bond” ตั้งแต่ปลายปี 2025
Credit spread ของพันธบัตร Oracle เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า จากประมาณ 50 basis points ในเดือนกันยายน 2025 เป็นมากกว่า 130 basis points ในเดือนธันวาคม 2025 ซึ่งเป็นระดับที่ไม่พบเห็นนับตั้งแต่วิกฤตการเงินปี 2009 ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรอัตราดอกเบี้ย 5.2% ที่ครบกำหนดในปี 2035 เพิ่มขึ้นเป็น 5.9% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของพันธบัตรเกรดเก็งกำไรระดับบน
ต้นทุนประกันความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ หรือ credit default swap (CDS) ของ Oracle ยังพุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินครั้งใหญ่ ทำให้ผู้สังเกตการณ์บางรายมองว่าพันธบัตรของบริษัทกลายเป็น “เครื่องวัดความเสี่ยงของ AI” ในตลาดเครดิต
แรงเทขายเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับภาระหนี้ของ Oracle ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 108,100 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นไตรมาส 2 ของปีงบประมาณ 2026 และคำถามว่าการลงทุนด้าน AI จะสร้างผลตอบแทนได้เพียงพอหรือไม่ เมื่อบริษัทเปิดเผยรายจ่ายลงทุนไตรมาสดังกล่าวที่ 12,000 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ 8,250 ล้านดอลลาร์ และเพิ่มประมาณการรายจ่ายลงทุนทั้งปีอีก 15,000 ล้านดอลลาร์เป็น 50,000 ล้านดอลลาร์ ผู้ถือพันธบัตรมูลค่า 18,000 ล้านดอลลาร์ที่ซื้อไปเพียง 3 เดือนก่อนหน้าจึงมีผลขาดทุนทางบัญชีประมาณ 1,350 ล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือยังไม่ได้ปรับ Oracle ลงสู่ระดับหนี้เกรดเก็งกำไร UBS ระบุในเดือนมกราคม 2026 ว่า การถูกลดอันดับลงสู่ junk bond ในระยะใกล้ยังไม่น่าเกิดขึ้น แม้การลดอันดับลง 1 ขั้นสู่ระดับ investment grade ต่ำสุดจะเป็นไปได้ ต่อมา Fitch ยืนยันอันดับ Oracle ที่ BBB พร้อมแนวโน้มคงที่ในเดือนกุมภาพันธ์ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมของ Oracle ย้ำว่าบริษัทมุ่งมั่นรักษาสถานะ investment grade
ความแตกต่างระหว่างอันดับความน่าเชื่อถืออย่างเป็นทางการกับราคาที่ซื้อขายจริงในตลาดของ Oracle สะท้อนความระมัดระวังที่กำลังเพิ่มขึ้นในตลาดเครดิต นักลงทุนไม่ได้ดูเพียงชื่อเสียงหรือเงินสดในงบดุลของบริษัทอีกต่อไป แต่เริ่มประเมินว่ารายได้จาก AI จะเติบโตทันต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานหรือไม่
Fidelity เป็นหนึ่งในผู้จัดการสินทรัพย์ที่ส่งสัญญาณระมัดระวังอย่างชัดเจน บทวิเคราะห์ของ Fidelity Australia เมื่อปลายปี 2025 ระบุว่า บริษัท “ระมัดระวังโดยรวมต่อความเสี่ยงขาลงจากความคึกคักของตลาดรายจ่ายลงทุน AI” แม้ยังพร้อมเลือกลงทุนในตราสารที่ให้ผลตอบแทนเหมาะสมและออกโดยบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง
ต่อมา มีรายงานว่า Fidelity หลีกเลี่ยงพันธบัตรของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่ใช้งบ AI สูง เช่น Amazon, Alphabet, Meta, Microsoft และ Oracle เนื่องจากมีหนี้ใหม่ไหลเข้าสู่ตลาดจำนวนมาก ขณะที่ผลตอบแทนส่วนเพิ่มจากพันธบัตรเหล่านี้อยู่ในระดับต่ำ
Salman Ahmed หัวหน้าฝ่ายเศรษฐศาสตร์มหภาคและการจัดสรรสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ระดับโลกของ Fidelity International เคยถือสถานะขายต่อหนี้บริษัทระดับ investment grade โดยมองว่าราคาแพงเกินไป และหากเศรษฐกิจชะลอตัว ตลาดอาจเผชิญการปรับฐานรุนแรง ในรายงานไตรมาส 2 ปี 2026 Fidelity ระบุว่า credit spread ในตลาด “เหลือส่วนเผื่อสำหรับความผิดพลาดไม่มากนัก”
Fidelity Canada ยังเตือนอีกว่า AI อาจทำให้ซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิมจำนวนหนึ่งล้าสมัย ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อบริษัทที่มีหนี้ในตลาดสินเชื่อเอกชนและตลาดสินเชื่อองค์กรแบบรวมกลุ่ม เพราะตลาดเหล่านี้มีสัดส่วนการลงทุนในภาคซอฟต์แวร์ค่อนข้างมาก
แม้นักลงทุนบางส่วนจะเริ่มถอยห่างจากหนี้เทคโนโลยี แต่การระดมทุนยังคงเดินหน้าต่อ เพราะขนาดของรายจ่ายลงทุนด้าน AI ใหญ่เกินกว่าบริษัทที่มีเงินสดมากที่สุดในโลกจะใช้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเพียงอย่างเดียว Morgan Stanley คาดว่าการออกพันธบัตรจะเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี
หากรายจ่ายลงทุนของกลุ่ม hyperscalers ขยายตัวต่อเนื่องและอาจทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2027 บทบาทของตลาดตราสารหนี้ในการสนับสนุนการปฏิวัติ AI ก็เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น
แต่ตลาดกำลังสะท้อนสิ่งที่ Mohamed El-Erian เรียกว่า “ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง” หรือ disruption risk นั่นคือ ผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจาก AI ในท้ายที่สุดอาจไม่ใช่บริษัทที่กำลังกู้เงินหลายแสนล้านดอลลาร์เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในวันนี้
เมื่อพันธบัตรที่ยังอยู่ในระดับ investment grade ต้องจ่ายผลตอบแทนใกล้เคียงกับหนี้เกรดเก็งกำไร นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังแยกต้นทุนเงินทุนออกจากพื้นฐานธุรกิจปัจจุบัน และหันไปตั้งราคากับความไม่แน่นอนของอนาคตแทน