เมื่อสงครามปะทุขึ้นในต้นปี 2026 หลังการโจมตีที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐและอิสราเอล อิหร่านได้จำกัดการเดินเรือผ่านช่องแคบนี้อย่างเข้มงวด เพื่อตอบโต้สถานการณ์ทางทหาร ต่อมา สหรัฐเริ่มปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายของอิหร่านเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2026 โดยประกาศว่ามีเป้าหมายเพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือให้ปลอดภัยอีกครั้งสำหรับการค้าระหว่างประเทศ
หลังจากช่วงแรกที่มีการปิดกั้นอย่างหนัก อิหร่านได้ปรับกลยุทธ์มาเป็นการ ควบคุมการผ่านทางทะเลอย่างเป็นระบบ
รายงานระบุว่าเตหะรานได้เริ่มใช้ ระบบ “ใบอนุญาตผ่านล่วงหน้า” สำหรับเรือทุกลำ ที่ต้องการผ่านช่องแคบ โดยเรือต้องขออนุญาตจากทางการอิหร่านก่อน และต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดการเดินเรือที่ละเอียดหลายรายการ
ผลลัพธ์คือ ช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ถูกปิดอย่างเป็นทางการ แต่ เรือจะผ่านได้เฉพาะเมื่อได้รับอนุญาตจากอิหร่าน นักวิเคราะห์มองว่านี่คือกลยุทธ์เพื่อรักษาอำนาจต่อรอง โดยหลีกเลี่ยงการปิดเส้นทางแบบสมบูรณ์ที่อาจกระตุ้นการตอบโต้จากนานาชาติรุนแรงยิ่งขึ้น
ข้อมูลจากการติดตามการเดินเรือและรายงานข่าวหลายแห่งระบุว่า อิหร่านอนุญาตให้เรือจากประเทศที่ถือว่า “เป็นกลางหรือเป็นมิตร” ผ่านช่องแคบได้
ประเทศที่มีรายงานว่าได้รับอนุญาต ได้แก่
ในทางกลับกัน อิหร่านได้ จำกัดหรือสกัดเรือที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ซึ่งสะท้อนถึงความขัดแย้งทางทหารที่เป็นพื้นหลังของวิกฤตครั้งนี้
จีนได้รับความสนใจเป็นพิเศษในสถานการณ์นี้ รายงานระบุว่า มีเรือจีนหลายสิบลำได้รับอนุญาตให้ผ่านช่องแคบ โดยบางรายงานระบุว่ามีประมาณ 30 ลำที่ผ่านภายใต้ระบบควบคุมของอิหร่าน
กลยุทธ์การอนุญาตแบบเลือกปฏิบัตินี้ช่วยส่งสัญญาณทางการเมืองของเตหะรานว่า ประเทศที่ไม่เข้าร่วมการโจมตีอิหร่านยังสามารถค้าขายผ่านช่องแคบได้ ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามจะเผชิญข้อจำกัด
วิกฤตการเดินเรือยังถูกเชื่อมโยงกับการเจรจาทางการทูตกับวอชิงตัน รายงานที่อ้างแหล่งข่าวจากสำนักข่าวกึ่งทางการของอิหร่านระบุว่า อิหร่านจะไม่เริ่มการเจรจารอบใหม่กับสหรัฐ หากยังไม่บรรลุเงื่อนไขสร้างความเชื่อมั่น 5 ข้อ
เงื่อนไขที่มีรายงาน ได้แก่
เตหะรานระบุว่าเงื่อนไขเหล่านี้เป็น “หลักประกันขั้นต่ำ” ที่จำเป็นก่อนจะกลับเข้าสู่การเจรจาอีกครั้ง
สหรัฐและพันธมิตรในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียตอบสนองต่อสถานการณ์ทั้งทางการทหารและการทูต
ในด้านการทหาร สหรัฐได้ดำเนินปฏิบัติการโจมตีต่อเป้าหมายของอิหร่านเพื่อปกป้องการเดินเรือและลดความสามารถของอิหร่านในการปิดกั้นเส้นทาง หลังจากที่อิหร่านจำกัดการเดินเรือในช่วงต้นของสงคราม
ด้านการทูต วอชิงตันและประเทศอาหรับในอ่าวหลายประเทศ เช่น บาห์เรน ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้ร่วมกันเสนอ ร่างมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เพื่อกดดันอิหร่าน
ร่างมติดังกล่าวเรียกร้องให้อิหร่าน
ข้อเสนอยังเตือนว่า อิหร่านอาจเผชิญมาตรการคว่ำบาตรหรือมาตรการอื่น ๆ หากไม่ฟื้นฟูเสรีภาพในการเดินเรือ
สถานการณ์ปัจจุบันจึงอยู่ในภาวะตึงเครียดที่ยังไม่แตกหัก ช่องแคบฮอร์มุซยังคงมีการเดินเรือบางส่วน แต่ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดโดยอิหร่าน
เตหะรานใช้การควบคุมเส้นทางนี้เป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ ขณะที่สหรัฐและพันธมิตรพยายามผลักดันให้เกิด เสรีภาพในการเดินเรืออย่างเต็มรูปแบบ
เนื่องจากเส้นทางนี้เป็นหัวใจของการค้าพลังงานโลก ผลลัพธ์ของการเผชิญหน้าครั้งนี้อาจส่งผลต่อทั้งทิศทางของสงคราม ตลาดน้ำมัน และนโยบายความมั่นคงทางทะเลของโลกในอีกหลายปีข้างหน้า