การเปลี่ยนแปลงนี้ใช้เฉพาะฟอนต์ Wordmark ซึ่งก็คือตัวอักษรสะกดชื่อแบรนด์ที่อยู่ส่วนบนของแอป โลโก้กล้องถ่ายรูปสีสันสดใสอันเป็นสัญลักษณ์ยังคงเหมือนเดิม ฟอนต์ใหม่ถูกอธิบายว่า 'คมชัดกว่า' (sharper), 'หนากว่า' (bolder), และ 'กะทัดรัดกว่า' (more compact) เมื่อเทียบกับเวอร์ชันก่อนหน้า มันเป็นฟอนต์ลูกผสมแบบ Hybrid ที่ผสมผสานความลื่นไหลของตัวเขียน (cursive) เข้ากับลายเส้นที่ตรงและแข็งแรงกว่าอย่างตัวพิมพ์ (print-like strokes)
นอกจากฟอนต์ Wordmark แล้ว อินสตาแกรมยังเปิดตัวฟอนต์ใหม่ถึง 3 รูปแบบคือ Instagram Sans, Instagram Pen และ Instagram Mono ซึ่งจะทยอยเปิดตัวให้ผู้ใช้งานได้ใช้ทั่วโลกตลอดปี 2026 เพื่อเป็นการรีเฟรชภาพลักษณ์ของแบรนด์ครั้งใหญ่
มอสเซอรีอธิบายเหตุผลผ่านโพสต์บนอินสตาแกรมและเธรดส์ว่า "Wordmark ที่อยู่บนหัวแอปไม่เคยเปลี่ยนมา 10 ปีแล้ว ถึงเวลาแล้วที่ต้องรีเฟรช" เขาบรรยายดีไซน์ใหม่นี้ว่า 'สะอาดและทันสมัยกว่า โดยยังคงมีกลิ่นอายของดีไซน์ดั้งเดิม รวมถึงความเรียบง่ายและงานฝีมือที่อยู่หัวใจของอินสตาแกรมเสมอมา' จากข่าวประชาสัมพันธ์ของ Meta ทีมออกแบบลองไอเดียหลายร้อยแบบ ตั้งแต่ตัวพิมพ์ใหญ่ล้วน ไปจนถึงลายมือจริง ๆ แต่สุดท้ายก็กลับมาที่ฟอนต์แบบตัวเขียนเพราะ 'ตัวเขียนสะท้อนถึงความเป็นตัวตนของแต่ละบุคคล'
ปฏิกิริยาจากโลกออนไลน์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง ประเด็นที่ถูกวิจารณ์มากที่สุดคือตัวอักษร 'g' และ 'r' ที่ถูกออกแบบให้เชื่อมต่อกันจนดูคล้ายตัว 'z' ทำให้ผู้ใช้งานล้อเลียนไปในทางต่างๆ เช่น 'Instagzam' หรือ 'Instagwam' กลายเป็นไวรัลภายในไม่กี่ชั่วโมง
มีผู้ใช้รายหนึ่งคอมเมนต์ว่า 'Instagwam เหมือนเด็กหัดพูดออกเสียงยังไงยังงั้น สมบูรณ์แบบ' อีกรายถึงกับตั้งคำถามว่ารูปแบบฟอนต์นี้ผ่านการตรวจสอบด้านการเข้าถึง (accessibility) หรือเปล่า นอกเหนือจากการล้อเล่น ผู้ใช้งานจำนวนมากที่ใช้มานานแสดงความผิดหวังที่อินสตาแกรมทิ้งลายมือเส้นโค้งที่คุ้นเคย บางคนถึงกับตอบกลับสั้น ๆ ว่า 'No, absolutely not 😡' (ไม่ ไม่เห็นด้วยอย่างแรง)
สิ่งที่ทำให้ประเด็นนี้ยิ่งน่าสนใจคือ อดัม มอสเซอรีเองก็ตอบรับกระแสดราม่า โดยเข้าไปคอมเมนต์ใต้โพสต์ไวรัลที่แซะฟอนต์อินสตาแกรมว่าเหมือน 'Instagzam' ด้วยตัวเอง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้แต่การเปลี่ยนแปลงแบรนด์เพียงเล็กน้อย แค่ปรับฟอนต์คำเดียวบนหัวแอป ก็สามารถจุดกระแสต่อต้านมหาศาลได้เมื่อไปแตะต้องความรู้สึกของผู้ใช้งาน
นี่เป็นการปรับเปลี่ยนฟอนต์ 'Instagram' ครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2016 นอกเหนือจากตัวโลโก้แล้ว การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ยังเป็นสัญญาณของการรีแบรนด์ครั้งใหญ่ของอินสตาแกรม ซึ่งรวมถึงการใช้สี Gradient ที่เป็นเอกลักษณ์อย่างระมัดระวังมากขึ้น และการเปิดตัวฟอนต์อีก 3 รูปแบบสำหรับผู้ใช้งาน ทั้งระบบแบรนด์ใหม่นี้จะทยอยเปิดตัวทั่วโลกจนถึงสิ้นปี 2026
ยังไม่ชัดเจนว่ากระแสดราม่าที่เกิดขึ้นจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนฟอนต์อีกหรือไม่ แต่ 'Instagzam' กลายเป็นกรณีศึกษาในวงการออกแบบแบรนด์ ที่แม้แต่การเปลี่ยนแปลงที่ถูกนำเสนอว่าสะอาดและทันสมัย ก็สามารถถูกตีความและตอบสนองแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับกลุ่มผู้ใช้งานที่ภักดีต่อแบรนด์เดิม สำหรับตอนนี้ ฟอนต์ใหม่อยู่ระหว่างการทยอยอัปเดตให้ผู้ใช้ทั่วโลก และอินสตาแกรมกำลังมองว่ายังไงดีไซน์ลูกผสมนี้ก็จะถูกใจผู้ใช้ในระยะยาว
การเปลี่ยนแปลงนี้ใช้เฉพาะฟอนต์ Wordmark ซึ่งก็คือตัวอักษรสะกดชื่อแบรนด์ที่อยู่ส่วนบนของแอป โลโก้กล้องถ่ายรูปสีสันสดใสอันเป็นสัญลักษณ์ยังคงเหมือนเดิม ฟอนต์ใหม่ถูกอธิบายว่า 'คมชัดกว่า' (sharper), 'หนากว่า' (bolder), และ 'กะทัดรัดกว่า' (more compact) เมื่อเทียบกับเวอร์ชันก่อนหน้า มันเป็นฟอนต์ลูกผสมแบบ Hybrid ที่ผสมผสานความลื่นไหลของตัวเขียน (cursive) เข้ากับลายเส้นที่ตรงและแข็งแรงกว่าอย่างตัวพิมพ์ (print-like strokes)
นอกจากฟอนต์ Wordmark แล้ว อินสตาแกรมยังเปิดตัวฟอนต์ใหม่ถึง 3 รูปแบบคือ Instagram Sans, Instagram Pen และ Instagram Mono ซึ่งจะทยอยเปิดตัวให้ผู้ใช้งานได้ใช้ทั่วโลกตลอดปี 2026 เพื่อเป็นการรีเฟรชภาพลักษณ์ของแบรนด์ครั้งใหญ่
มอสเซอรีอธิบายเหตุผลผ่านโพสต์บนอินสตาแกรมและเธรดส์ว่า "Wordmark ที่อยู่บนหัวแอปไม่เคยเปลี่ยนมา 10 ปีแล้ว ถึงเวลาแล้วที่ต้องรีเฟรช" เขาบรรยายดีไซน์ใหม่นี้ว่า 'สะอาดและทันสมัยกว่า โดยยังคงมีกลิ่นอายของดีไซน์ดั้งเดิม รวมถึงความเรียบง่ายและงานฝีมือที่อยู่หัวใจของอินสตาแกรมเสมอมา' จากข่าวประชาสัมพันธ์ของ Meta ทีมออกแบบลองไอเดียหลายร้อยแบบ ตั้งแต่ตัวพิมพ์ใหญ่ล้วน ไปจนถึงลายมือจริง ๆ แต่สุดท้ายก็กลับมาที่ฟอนต์แบบตัวเขียนเพราะ 'ตัวเขียนสะท้อนถึงความเป็นตัวตนของแต่ละบุคคล'
ปฏิกิริยาจากโลกออนไลน์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง ประเด็นที่ถูกวิจารณ์มากที่สุดคือตัวอักษร 'g' และ 'r' ที่ถูกออกแบบให้เชื่อมต่อกันจนดูคล้ายตัว 'z' ทำให้ผู้ใช้งานล้อเลียนไปในทางต่างๆ เช่น 'Instagzam' หรือ 'Instagwam' กลายเป็นไวรัลภายในไม่กี่ชั่วโมง
มีผู้ใช้รายหนึ่งคอมเมนต์ว่า 'Instagwam เหมือนเด็กหัดพูดออกเสียงยังไงยังงั้น สมบูรณ์แบบ' อีกรายถึงกับตั้งคำถามว่ารูปแบบฟอนต์นี้ผ่านการตรวจสอบด้านการเข้าถึง (accessibility) หรือเปล่า นอกเหนือจากการล้อเล่น ผู้ใช้งานจำนวนมากที่ใช้มานานแสดงความผิดหวังที่อินสตาแกรมทิ้งลายมือเส้นโค้งที่คุ้นเคย บางคนถึงกับตอบกลับสั้น ๆ ว่า 'No, absolutely not 😡' (ไม่ ไม่เห็นด้วยอย่างแรง)
สิ่งที่ทำให้ประเด็นนี้ยิ่งน่าสนใจคือ อดัม มอสเซอรีเองก็ตอบรับกระแสดราม่า โดยเข้าไปคอมเมนต์ใต้โพสต์ไวรัลที่แซะฟอนต์อินสตาแกรมว่าเหมือน 'Instagzam' ด้วยตัวเอง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้แต่การเปลี่ยนแปลงแบรนด์เพียงเล็กน้อย แค่ปรับฟอนต์คำเดียวบนหัวแอป ก็สามารถจุดกระแสต่อต้านมหาศาลได้เมื่อไปแตะต้องความรู้สึกของผู้ใช้งาน
นี่เป็นการปรับเปลี่ยนฟอนต์ 'Instagram' ครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2016 นอกเหนือจากตัวโลโก้แล้ว การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ยังเป็นสัญญาณของการรีแบรนด์ครั้งใหญ่ของอินสตาแกรม ซึ่งรวมถึงการใช้สี Gradient ที่เป็นเอกลักษณ์อย่างระมัดระวังมากขึ้น และการเปิดตัวฟอนต์อีก 3 รูปแบบสำหรับผู้ใช้งาน ทั้งระบบแบรนด์ใหม่นี้จะทยอยเปิดตัวทั่วโลกจนถึงสิ้นปี 2026
ยังไม่ชัดเจนว่ากระแสดราม่าที่เกิดขึ้นจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนฟอนต์อีกหรือไม่ แต่ 'Instagzam' กลายเป็นกรณีศึกษาในวงการออกแบบแบรนด์ ที่แม้แต่การเปลี่ยนแปลงที่ถูกนำเสนอว่าสะอาดและทันสมัย ก็สามารถถูกตีความและตอบสนองแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับกลุ่มผู้ใช้งานที่ภักดีต่อแบรนด์เดิม สำหรับตอนนี้ ฟอนต์ใหม่อยู่ระหว่างการทยอยอัปเดตให้ผู้ใช้ทั่วโลก และอินสตาแกรมกำลังมองว่ายังไงดีไซน์ลูกผสมนี้ก็จะถูกใจผู้ใช้ในระยะยาว