เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2026 ในงาน Future of Memory and Storage หรือ FMS 2026 ที่เมืองซานตาคลารา รัฐแคลิฟอร์เนีย SK hynix และ Sandisk ประกาศเผยแพร่สเปกทางเทคนิค HBF รุ่นแรกผ่าน Open Compute Project (OCP) ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือด้านฮาร์ดแวร์แบบเปิด
จุดสำคัญของการประกาศครั้งนี้คือ
การมีสเปกร่วมถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะผู้ผลิตหน่วยความจำ ชิปเร่งความเร็ว และระบบ AI สามารถออกแบบผลิตภัณฑ์บนอินเทอร์เฟซเดียวกันได้ ก่อนที่ผลิตภัณฑ์ HBF เชิงพาณิชย์จะเริ่มวางตลาด
มาตรฐานแรกกำหนดรูปแบบการซ้อน NAND ไว้ 2 แบบ ได้แก่
โมดูล HBF รุ่นแรกของ Sandisk ใช้โครงสร้างซ้อน 16 ชั้น
สเปก HBF แบ่งประสิทธิภาพออกเป็น 3 เกรด โดยวัดจากแบนด์วิดท์การอ่าน
| ระดับ | แบนด์วิดท์การอ่านโดยประมาณ |
|---|---|
| Entry | 0.4TB/s |
| Mid | 1.6TB/s |
| High | 3.0TB/s |
Sandisk ระบุว่า HBF รุ่นแรกจะมุ่งเป้าไปที่แบนด์วิดท์การอ่านสูงสุด 1.6TB/s ซึ่งใกล้เคียงกับ HBM4 หนึ่งสแตก แต่มีความจุประมาณ 10 เท่า
อย่างไรก็ตาม HBF ไม่ได้ถูกวางให้มาแทนที่ HBM โดยตรง เนื่องจาก HBM ยังคงได้เปรียบด้านความเร็ว ขณะที่ HBF เน้นการเพิ่มความจุและการเก็บข้อมูลแบบไม่สูญหายเมื่อไม่มีไฟเลี้ยง
แทนที่จะเชื่อมต่อผ่านโปรโตคอลจัดเก็บข้อมูลอย่าง PCIe/NVMe มาตรฐาน HBF ใช้ บัสหน่วยความจำความเร็วสูงแบบขนาน เชื่อมต่อโดยตรงกับ GPU หรือชิปเร่งความเร็วในลักษณะใกล้เคียงกับอินเทอร์เฟซของ HBM
ข้อแตกต่างนี้มีผลต่อประสิทธิภาพโดยตรง เพราะข้อมูลไม่จำเป็นต้องผ่านเส้นทางแบบ SSD ทั่วไปก่อนเข้าสู่ชิปประมวลผล ขณะที่รายละเอียดด้านกายภาพและสัญญาณไฟฟ้าถูกเผยแพร่ภายใต้กรอบฮาร์ดแวร์เปิดของ OCP
โครงการนี้นำโดย SK hynix และ Sandisk โดยมีบริษัทอุตสาหกรรมสำคัญที่ประกาศเข้าร่วมระหว่างกระบวนการกำหนดมาตรฐาน ได้แก่
สำหรับบริษัทอื่น ๆ ยังไม่มีการเปิดเผยรายชื่ออย่างเป็นทางการทั้งหมด ส่วน Samsung มีรายงานว่ากำลังพัฒนาเทคโนโลยี HBF ของตนเองแยกจากกลุ่ม SK hynix และ Sandisk
ตามแนวทางที่บริษัทเคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ กำหนดการสำคัญมีดังนี้
การประกาศที่ FMS 2026 ไม่ได้เปลี่ยนกำหนดการผลิตและการส่งตัวอย่างดังกล่าว ดังนั้นช่วงเวลาเหล่านี้ยังเป็นเป้าหมายจากคำแนะนำของบริษัทก่อนหน้า
ตลาดหน่วยความจำสำหรับ AI กำลังแยกออกเป็นหลายแนวทาง ไม่ได้มีเพียง HBF แบบเดียว
| บริษัทหรือแนวทาง | เทคโนโลยี | เป้าหมายความจุและแบนด์วิดท์ | กำหนดการ | จุดเด่น |
|---|---|---|---|---|
| SK hynix + Sandisk | มาตรฐานเปิดผ่าน OCP และ NAND แบบซ้อน TSV | สูงสุด 512GB และสูงสุด 3.0TB/s รุ่นแรก 1.6TB/s | ตัวอย่างครึ่งหลังปี 2026 อุปกรณ์ต้นปี 2027 | สเปกเปิด และมี Google กับ Tenstorrent เข้าร่วม |
| Samsung | NAND แบนด์วิดท์สูงแบบกรรมสิทธิ์ของบริษัท | ตั้งเป้าความจุและแบนด์วิดท์ใกล้เคียง HBF | คาดเป้าหมายช่วงปลายปี 2027 ถึงต้นปี 2028 สำหรับผลิตภัณฑ์ของ Nvidia, AMD และ Google | พัฒนาแยกจากกลุ่ม SK hynix และ Sandisk |
| Kioxia | โมดูล SSD GP Series ที่ใช้ XL-Flash และเชื่อมต่อผ่าน PCIe 5.0 | โมดูล 5TB แบนด์วิดท์ 64GB/s และมีแผนเพิ่มเป็น 100 ล้าน IOPS | SSD GP Series ตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2026 และเป้าหมาย 100 ล้าน IOPS ในปี 2027 | ยังเป็น SSD ที่เชื่อมต่อผ่าน PCIe ไม่ใช่อุปกรณ์บนบัสหน่วยความจำโดยตรง และพัฒนาตามคำขอของ Nvidia |
| Nvidia | ไม่ได้พัฒนา HBF โดยตรง แต่เป็นลูกค้าและด่านสำคัญในการรับรองผลิตภัณฑ์ | ไม่ระบุ | ทำงานร่วมกับ Kioxia ในโครงการ SSD ความเร็วสูง และประเมิน HBF ของ Samsung สำหรับ GPU ในอนาคต | การรับรองจาก Nvidia มีความสำคัญต่อการเข้าสู่ระบบนิเวศ GPU |
1. สถาปัตยกรรมต่างกันอย่างชัดเจน
HBF ของกลุ่ม SK hynix/Sandisk รวมถึงแนวทางของ Samsung เชื่อม NAND เข้ากับบัสหน่วยความจำของ GPU โดยตรงผ่านการซ้อน TSV จึงมุ่งไปที่แบนด์วิดท์ระดับ 1.6TB/s ขึ้นไป ขณะที่ Kioxia ยังคงใช้การเชื่อมต่อผ่าน PCIe ทำให้ได้แบนด์วิดท์ราว 64GB/s ซึ่งต่ำกว่ามาก แต่แลกกับความจุต่อโมดูลที่สูงถึง 5TB และการผสานระบบที่ง่ายกว่า
2. มาตรฐานเปิดปะทะเทคโนโลยีกรรมสิทธิ์
SK hynix และ Sandisk เลือกเผยแพร่ข้อกำหนดผ่าน OCP เพื่อเปิดทางให้ผู้ผลิตรายอื่นเข้ามาร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ ส่วน Samsung และ Kioxia กำลังเดินหน้าด้วยแนวทางของตนเอง
3. กำหนดการไม่เหมือนกัน
กลุ่ม SK hynix และ Sandisk มีเป้าหมายส่งตัวอย่างก่อน Samsung ราว 12–18 เดือนตามกำหนดการที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ขณะที่ Kioxia มีผลิตภัณฑ์ GP Series ใกล้เข้าสู่การผลิตมากกว่า แต่ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอยู่ในกลุ่ม SSD ความเร็วสูง ไม่ใช่ HBF ที่เชื่อมต่อกับบัสหน่วยความจำโดยตรง
HBF พยายามแก้โจทย์ที่ระบบ AI กำลังเผชิญ นั่นคือการต้องใช้ทั้ง ความเร็วสูง ความจุมาก และต้นทุนที่ควบคุมได้ ในเวลาเดียวกัน โดยนำความหนาแน่นของ NAND มาผสานกับแนวคิดการเชื่อมต่อแบบหน่วยความจำ
แต่การประกาศสเปกยังไม่เท่ากับการใช้งานเชิงพาณิชย์ในวงกว้าง ความสำเร็จของ HBF จะขึ้นอยู่กับการผลิตจริง การรองรับจากผู้ผลิต GPU และชิปเร่งความเร็ว ตลอดจนการผ่านกระบวนการรับรองของ Nvidia และผู้ให้บริการระบบ AI รายใหญ่ สิ่งที่เกิดขึ้นที่ FMS 2026 จึงเป็นการเปิดสนามแข่งขันและกำหนดกติกา มากกว่าจะเป็นบทสรุปว่า HBF จะเข้ามาแทนที่ HBM หรือ SSD ได้ทันที