OPEC+ กำลังเดินหน้าปรับเพิ่มโควตาการผลิตน้ำมันอีกครั้งสำหรับเดือนกรกฎาคม แม้ว่าการขนส่งผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลกยังคงถูกรบกวนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง
การตัดสินใจดังกล่าวสะท้อนยุทธศาสตร์ของกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมันที่ต้องการส่งสัญญาณต่อตลาดว่า OPEC+ ยังสามารถบริหารอุปทานได้ แม้ในช่วงวิกฤตที่ส่งผลต่อเส้นทางขนส่งพลังงานหลักของโลก
แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับการหารือระบุว่า ผู้ผลิตหลัก 7 ประเทศในกลุ่ม OPEC+ มีแนวโน้มจะอนุมัติการเพิ่มโควตาการผลิต ประมาณ 188,000 บาร์เรลต่อวัน สำหรับเดือนกรกฎาคม
ประเทศที่เข้าร่วมการปรับโควตารอบนี้ ได้แก่
ก่อนหน้านี้ กลุ่มประเทศเดียวกันได้ตกลงเพิ่มเป้าการผลิต 188,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนมิถุนายน ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่สามนับตั้งแต่การหยุดชะงักในช่องแคบฮอร์มุซทวีความรุนแรงขึ้น
แม้ตัวเลขโควตาจะเพิ่มขึ้น แต่ในทางปฏิบัติ น้ำมันจำนวนมากยังไม่สามารถส่งออกสู่ตลาดได้
สาเหตุหลักคือวิกฤตใน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นช่องแคบแคบ ๆ ระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ และเป็นเส้นทางที่รองรับการค้าปิโตรเลียมทางทะเลของโลกจำนวนมาก เมื่อการเดินเรือถูกรบกวน ผู้ผลิตหลายประเทศจึงไม่สามารถส่งออกน้ำมันเพิ่มได้ แม้จะมีโควตาที่สูงขึ้น
นักวิเคราะห์มองว่าการเพิ่มโควตาในช่วงนี้มีจุดประสงค์หลักสองอย่าง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การปรับโควตาเป็นการยืนยันว่ากลุ่มยังมี กำลังการผลิตสำรอง (spare capacity) แม้ว่าการขนส่งจริงยังถูกจำกัดอยู่
ตั้งแต่ต้นปี 2026 OPEC+ ได้ทยอยเพิ่มเป้าการผลิตหลายครั้ง แม้อยู่ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จำนวนมากระบุว่าการเพิ่มเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นเพียง สัญญาณเชิงนโยบาย มากกว่าการเพิ่มน้ำมันเข้าสู่ตลาดจริงในทันที
ในช่วงวิกฤต ราคาน้ำมันโลกมีความผันผวนอย่างมาก เนื่องจากนักลงทุนติดตามทั้งความเสี่ยงด้านอุปทานและสัญญาณทางการทูต
รายงานบางช่วงระบุว่าราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นสู่ ระดับสูงสุดในรอบหลายปี จากความกังวลว่าการหยุดชะงักในช่องแคบฮอร์มุซอาจลดอุปทานน้ำมันในตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ
แต่ราคาก็อาจอ่อนตัวลงได้เช่นกัน เมื่อมีสัญญาณว่าความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจคลี่คลาย หรือเมื่อนักลงทุนคาดว่า OPEC+ จะเพิ่มอุปทานเพื่อชดเชยความเสี่ยง
ผู้บริหารด้านพลังงานเตือนว่า แม้เส้นทางเดินเรือจะกลับมาเปิดใช้งานได้ ตลาดน้ำมันก็อาจต้องใช้เวลาฟื้นตัวอีกนาน
อามิน นัสเซอร์ (Amin Nasser) ซีอีโอของบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ Saudi Aramco ระบุว่าการหยุดชะงักครั้งนี้ทำให้สมดุลอุปทานน้ำมันโลกหายไปประมาณ 1 พันล้านบาร์เรล
เขาย้ำว่าแม้ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดทันที ตลาดก็ยังต้องใช้เวลา หลายเดือนเพื่อกลับสู่สมดุล
และหากการหยุดชะงักดำเนินต่อไปอีกเพียงไม่กี่สัปดาห์ การฟื้นตัวของตลาดน้ำมันโลกอาจยืดเยื้อไปจนถึง ปี 2027
เหตุการณ์นี้สะท้อนความจริงสำคัญของตลาดพลังงานโลก นั่นคืออุปทานน้ำมันยังพึ่งพาเส้นทางขนส่งหลักเพียงไม่กี่แห่ง
ช่องแคบฮอร์มุซเพียงแห่งเดียวรองรับการขนส่งน้ำมันดิบส่วนสำคัญของการค้าพลังงานโลก ดังนั้นความปั่นป่วนในพื้นที่นี้จึงสามารถเขย่าตลาดพลังงานทั้งระบบได้
การเพิ่มโควตาของ OPEC+ ในช่วงที่การส่งออกยังติดขัด จึงเป็นการส่งสัญญาณไปยังตลาดว่า กลุ่มยังมีศักยภาพเพิ่มอุปทานได้ทันทีเมื่อเส้นทางขนส่งกลับมาเสถียร แต่จนกว่าจะถึงจุดนั้น น้ำมันส่วนหนึ่งที่ประกาศเพิ่มอาจยังคงเป็นเพียงตัวเลขบนกระดาษมากกว่าปริมาณจริงในตลาดโลก
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
OPEC+ คาดว่าจะเพิ่มโควตาการผลิตน้ำมันในเดือนกรกฎาคมราว 188,000 บาร์เรลต่อวัน จากผู้ผลิต 7 ประเทศ แม้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังติดขัดอย่างหนัก[42]
OPEC+ คาดว่าจะเพิ่มโควตาการผลิตน้ำมันในเดือนกรกฎาคมราว 188,000 บาร์เรลต่อวัน จากผู้ผลิต 7 ประเทศ แม้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังติดขัดอย่างหนัก[42] ประเทศที่ร่วมเพิ่มโควตา ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย อิรัก คาซัคสถาน คูเวต แอลจีเรีย และโอมาน ซึ่งเพิ่งอนุมัติการเพิ่มกำลังผลิตลักษณะเดียวกันในเดือนก่อนหน้า[19][17]
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าตลาดน้ำมันโลกอาจต้องใช้เวลาหลายเดือน หรือยาวไปถึงปี 2027 กว่าจะกลับสู่สมดุล หลังอุปทานหายไปจำนวนมากจากวิกฤตฮอร์มุซ[5][7]