การเปลี่ยนแปลงชุดนี้ถือเป็นหนึ่งในการปรับตัวของทีมเทคนิคระดับแกนหลักที่ใหญ่ที่สุดของ EF ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงบุคลากร Ethereum Foundation ได้ประกาศโครงสร้างผู้นำใหม่สำหรับทีม Protocol cluster ซึ่งเป็นกลุ่มที่ดูแลการพัฒนาและอัปเกรดเครือข่ายหลักของ Ethereum
ผู้นำร่วม (co‑lead) คนใหม่สามคน ได้แก่
บทบาทของผู้นำแต่ละคนถูกแบ่งตามความเชี่ยวชาญ เช่น
โครงสร้างแบบผู้นำหลายคนนี้สะท้อนความพยายามของ EF ในการกระจายอำนาจการตัดสินใจ แทนที่จะให้บุคคลไม่กี่คนควบคุมการประสานงานทั้งหมด
การเปลี่ยนแปลงผู้นำไม่ได้เกิดขึ้นแบบแยกเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างองค์กรภายในที่เริ่มมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้
Ethereum Foundation ได้เปลี่ยนชื่อหน่วยงาน Protocol Research & Development (PR&D) เป็นเพียง “Protocol” เพื่อเน้นภารกิจที่ชัดเจนขึ้นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลักของเครือข่าย
หลังการปรับโครงสร้าง ทีม Protocol มีเป้าหมายหลัก 3 ด้าน
กระบวนการนี้ยังรวมถึงการปรับทีมภายในและการลดตำแหน่งบางส่วน เพื่อให้การประสานงานระหว่างทีม client ต่าง ๆ และกลุ่มวิจัยทำได้ง่ายขึ้น
การปรับโครงสร้างเกิดขึ้นในช่วงที่ Ethereum Foundation กำลังเผชิญแรงกดดันจากบางส่วนของชุมชน
ประเด็นวิจารณ์หลักมีหลายด้าน เช่น
ความเร็วในการพัฒนา – นักพัฒนาและนักลงทุนบางคนมองว่าการอัปเกรดของ Ethereum ช้ากว่า blockchain รุ่นใหม่
ความชัดเจนของการกำกับดูแล – โครงสร้างแบบกระจายศูนย์ทำให้บางครั้งไม่ชัดเจนว่าใครเป็นผู้ตัดสินใจหลัก
การสื่อสาร – มีเสียงวิจารณ์ว่า EF อาจสื่อสารเกี่ยวกับโรดแมปหรือการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ช้ากว่าที่ชุมชนคาดหวัง
อย่างไรก็ตาม ผู้สนับสนุน Ethereum โต้แย้งว่าการพัฒนาแบบระมัดระวังเป็นสิ่งจำเป็น เพราะเครือข่ายมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล และต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและการกระจายศูนย์มากกว่าความเร็ว
แม้จะมีความเปลี่ยนแปลงภายใน แต่โรดแมปของ Ethereum ยังเดินหน้าต่อ
อัปเกรดหลักถัดไปของเครือข่ายมีชื่อว่า Glamsterdam ซึ่งกำลังถูกพัฒนาและทดสอบผ่าน devnet และการทดสอบร่วมกันของทีม client หลายทีม
ในการประชุมนักพัฒนาใน Svalbard ประเทศนอร์เวย์ ทีมงานได้ทดสอบความเข้ากันได้ของซอฟต์แวร์และเตรียมความพร้อมสำหรับการอัปเกรดนี้
เป้าหมายสำคัญของ Glamsterdam ได้แก่
งานวิจัยบางส่วนยังเสนอว่า หลังการอัปเกรดอาจสามารถเพิ่มเพดาน gas limit ของเครือข่ายไปสู่ระดับประมาณ 200 ล้าน gas ภายใต้เงื่อนไขบางอย่าง
เพื่อให้การอัปเกรด Glamsterdam ส่งมอบได้เร็วขึ้น นักพัฒนาจึงเลือกเลื่อนฟีเจอร์ที่ซับซ้อนบางส่วนไปยังการอัปเกรดถัดไปที่เรียกว่า Hegotá
ฟีเจอร์ที่คาดว่าจะไปอยู่ใน Hegotá ได้แก่
แนวทางนี้ช่วยให้ Ethereum สามารถปล่อยการปรับปรุงเป็นระยะ ๆ แทนที่จะรอรวมทุกอย่างในอัปเกรดเดียว
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ยังสะท้อนคำถามสำคัญว่า Ethereum Foundation ควรมีบทบาทอย่างไรในระบบนิเวศของ Ethereum
ต่างจากหลายโปรเจกต์บล็อกเชน การพัฒนา Ethereum กระจายอยู่ในหลายองค์กร บริษัท และนักพัฒนาโอเพ่นซอร์สทั่วโลก
EF จึงไม่ได้ “ควบคุม” เครือข่ายโดยตรง แต่ทำหน้าที่หลัก เช่น
โมเดลแบบกระจายนี้เป็นหัวใจของปรัชญา Ethereum แต่ก็ทำให้การเปลี่ยนแปลงผู้นำหรือการปรับองค์กรดูซับซ้อนและถูกจับตามองมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงภายในของ Ethereum Foundation ในปี 2026 เป็นการปรับตัวครั้งใหญ่ขององค์กรที่มีบทบาทสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในระบบนิเวศ Ethereum
แม้จะมีการลาออกของบุคลากรสำคัญและเสียงวิจารณ์จากชุมชน แต่โรดแมปทางเทคนิคยังคงเดินหน้าต่อ โดยมีการอัปเกรด Glamsterdam เป็นเป้าหมายหลักในระยะใกล้
คำถามสำคัญต่อจากนี้คือ การดำเนินการจริง (execution) หากผู้นำทีมโปรโตคอลชุดใหม่สามารถส่งมอบอัปเกรดได้ตามแผน พร้อมปรับปรุงการประสานงานและการสื่อสาร การปรับโครงสร้างครั้งนี้อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ Ethereum เข้าสู่ช่วงพัฒนาที่เป็นระบบและเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น
Comments
0 comments