ตัวแทนอิสราเอลในปีนี้คือ โนอัม เบตตัน (Noam Bettan) นักร้องวัย 28 ปี ที่ขึ้นแสดงเพลง “Michelle” ซึ่งกลายเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งในการแข่งขัน
ระหว่างการแสดงในรอบรองชนะเลิศ มีผู้ชมบางส่วนพยายามขัดจังหวะการแสดง โดยมีเสียงตะโกนว่า “Stop, stop the genocide” และ “Free, free Palestine” ดังขึ้นภายในฮอลล์
แม้จะมีเสียงโห่จากผู้ประท้วงบางส่วน เบตตันก็ยังได้รับคะแนนเพียงพอในรอบรองชนะเลิศและผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ
แรงกดดันทางการเมืองเพิ่มขึ้นเมื่อมี 5 ประเทศประกาศถอนสถานีโทรทัศน์ของตนจาก Eurovision 2026 ได้แก่
การถอนตัวเหล่านี้เป็นการประท้วงต่อการเข้าร่วมของอิสราเอลในช่วงสงครามกาซา ทำให้จำนวนประเทศที่เข้าร่วมลดลงจากปีก่อน
สถานีโทรทัศน์สาธารณะในบางประเทศให้เหตุผลว่าการเข้าร่วมการแข่งขันภายใต้สถานการณ์ด้านมนุษยธรรมในกาซาเช่นนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
ประเด็นนี้ยิ่งร้อนแรงขึ้นเพราะมีการเปรียบเทียบกับกรณีที่ รัสเซียถูกตัดสิทธิ์จาก Eurovision หลังการรุกรานยูเครนในปี 2022
อย่างไรก็ตาม สหภาพการกระจายเสียงยุโรป (EBU) ซึ่งเป็นผู้จัดการแข่งขัน ยังไม่ได้ตัดสิทธิ์อิสราเอล ทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นแกนหลักของการถกเถียงในปีนี้
แม้จะมีความตึงเครียด การแข่งขันรอบชิงยังคงเป็นหนึ่งในรายการบันเทิงที่มีผู้ชมทั่วโลกหลายล้านคน พร้อมการแสดงที่ยิ่งใหญ่ตามสไตล์ Eurovision
อย่างไรก็ตาม การเมืองและความขัดแย้งระหว่างประเทศได้แทรกเข้ามาในเวทีดนตรีอย่างชัดเจน ทำให้ Eurovision 2026 ถูกจดจำไม่เพียงแค่เรื่องเพลง แต่ยังรวมถึงการประท้วง การคว่ำบาตร และคำถามเกี่ยวกับบทบาทของการเมืองในกิจกรรมวัฒนธรรมระดับโลก
การแสดงของโนอัม เบตตันในรอบชิงจึงถูกจับตามองเป็นพิเศษ ทั้งในด้านดนตรีและปฏิกิริยาทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้น ขณะที่ผลการแข่งขันในเวลาที่รายงานยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการ
Comments
0 comments