แนวทางนี้ช่วยให้ Airbus ลดต้นทุนได้โดยไม่ทำให้การประกอบเครื่องบินชะงัก ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในช่วงที่บริษัทกำลังพยายามเพิ่มอัตราการผลิต
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ Airbus ต้องรัดเข็มขัดคือ ความติดขัดของซัพพลายเชนโลก โดยเฉพาะการขาดแคลนเครื่องยนต์สำหรับเครื่องบินตระกูล A320neo ซึ่งเป็นรุ่นขายดีที่สุดของบริษัท
หนึ่งในคอขวดหลักคือเครื่องยนต์ Pratt & Whitney GTF (geared turbofan) ที่มีปัญหาด้านการผลิตและการตรวจสอบชิ้นส่วน ส่งผลให้บางครั้ง Airbus ต้องประกอบเครื่องบินเสร็จเกือบทั้งหมด แต่ยังไม่สามารถส่งมอบได้เพราะรอเครื่องยนต์
ตัวเลขผลประกอบการสะท้อนแรงกดดันนี้อย่างชัดเจน
กล่าวง่าย ๆ คือ Airbus มีเครื่องบินที่ประกอบเกือบเสร็จจำนวนหนึ่ง แต่ยังส่งให้ลูกค้าไม่ได้เพราะชิ้นส่วนสำคัญยังมาไม่ครบ
ก่อนหน้ามาตรการล่าสุด Airbus ได้เปิดตัวโครงการเพิ่มประสิทธิภาพที่ชื่อว่า LEAD ซึ่งเน้นการควบคุมต้นทุนและปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานทั่วองค์กร
การลดค่าใช้จ่าย 10% ครั้งนี้จึงถือเป็น การเสริมมาตรการบนโครงการ LEAD ที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่การแทนที่ โดยสะท้อนว่าการเพิ่มกำลังผลิตเครื่องบินยังเดินหน้าได้ช้ากว่าที่บริษัทคาดไว้จากปัญหาซัพพลายเชน
แม้ผลประกอบการต้นปีจะอ่อนตัว แต่ Airbus ยังคงเป้าหมายทั้งปี 2026 ไว้เหมือนเดิม ได้แก่
การรักษาเป้าหมายเหล่านี้หมายความว่า Airbus คาดว่าซัพพลายเชนจะค่อย ๆ ดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี และมาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายจะช่วย ปกป้องกำไรและกระแสเงินสด หากการส่งมอบยังผันผวนในระยะสั้น
สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Airbus สะท้อนปัญหาที่อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ นั่นคือ
ความต้องการเครื่องบินสูงมาก แต่กำลังการผลิตยังถูกจำกัดโดยซัพพลายเชน
ผู้ผลิตมีคำสั่งซื้อค้างส่งจำนวนมหาศาล แต่ยังต้องต่อสู้กับปัญหาหลายด้าน เช่น
สำหรับสายการบิน นั่นหมายถึงความไม่แน่นอนของกำหนดรับมอบเครื่องบิน ส่วนสำหรับนักลงทุน ผลประกอบการของ Airbus ในปี 2026 อาจขึ้นอยู่กับ การแก้ปัญหาซัพพลายเชนได้เร็วแค่ไหน มากพอ ๆ กับจำนวนคำสั่งซื้อใหม่
Comments
0 comments