แนวคิดหลักของทั้งสองโครงการเหมือนกัน นั่นคือ เปลี่ยนตัวสะพานเองให้กลายเป็นผลงานศิลปะ ไม่ใช่แค่วางประติมากรรมไว้บนสะพาน ผลลัพธ์คือการทำให้ผู้คนมองเห็นสถานที่คุ้นเคยในมุมมองใหม่ชั่วคราว
งานติดตั้งนี้มีขนาดใหญ่ระดับมหึมา โดยครอบคลุมความยาวสะพานประมาณ 120 เมตร และมีความสูงมากกว่า 17 เมตร ทำให้สะพานทั้งเส้นเหมือนถูกซ่อนอยู่ภายในภูเขาหินกลางเมืองปารีส
แทนที่จะสร้างด้วยโครงสร้างแข็ง JR ใช้แนวคิด สถาปัตยกรรมเป่าลม (pneumatic architecture) ซึ่งมีลักษณะสำคัญคือ
เมื่อมองจากระยะไกล สะพานดูเหมือนถูกภูเขาหินขนาดมหึมายึดครอง แต่เมื่อเข้าไปด้านใน ผู้ชมจะพบว่ามันคือโครงสร้างศิลปะที่สามารถเดินผ่านได้
แทนที่จะเป็นผลงานที่ดูจากภายนอกเท่านั้น La Caverne du Pont Neuf ถูกออกแบบให้เป็นประสบการณ์แบบ immersive ผู้คนสามารถเดินผ่านสะพานเหมือนกำลังเดินผ่านอุโมงค์ในถ้ำ
องค์ประกอบสำคัญของประสบการณ์ ได้แก่
ทั้งหมดนี้ทำให้การเดินข้ามสะพานธรรมดา ๆ กลายเป็นประสบการณ์ศิลปะที่ผสมผสานโครงสร้างจริง เสียง และสื่อดิจิทัลเข้าด้วยกัน
งานติดตั้งนี้ตั้งใจให้เป็น ประสบการณ์สาธารณะของเมือง มากกว่านิทรรศการที่ต้องซื้อตั๋ว
รายละเอียดสำคัญคือ
ในช่วงเวลาดังกล่าว สะพาน Pont Neuf จะถูกปรับให้เป็นพื้นที่สำหรับการเดินชมงานศิลปะ ทำให้ผู้คนสามารถข้ามแม่น้ำแซนผ่าน “ถ้ำ” แห่งนี้ได้ทั้งกลางวันและกลางคืน
JR เป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงจากการเปลี่ยนพื้นที่สาธารณะให้กลายเป็นผลงานศิลปะขนาดใหญ่ ตั้งแต่หลังคาเมืองไปจนถึงพรมแดนประเทศต่าง ๆ และโครงการนี้ก็ถือเป็นหนึ่งในผลงานที่ทะเยอทะยานที่สุดของเขา
ผู้จัดงานบางรายยังมองว่า La Caverne du Pont Neuf อาจเป็นงานศิลปะแบบ immersive ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา เพราะผู้ชมจำนวนมหาศาลสามารถสัมผัสผลงานได้เพียงแค่เดินข้ามสะพาน
การกลับมาสร้างงานที่สถานที่เดียวกับผลงานในตำนานของ Christo และ Jeanne‑Claude หลังผ่านไปกว่า 40 ปี ยังเป็นการเชื่อมต่อระหว่างสองยุคของศิลปะสาธารณะ แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงชั่วคราวสามารถทำให้แลนด์มาร์กที่คุ้นเคยดูใหม่และน่าตื่นเต้นได้อีกครั้ง
Comments
0 comments