ความตึงเครียดของซัพพลายเชนโลกเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดตั้งแต่ปี 2022 โดยมีสาเหตุหลักจากผู้ผลิตทั่วโลกเร่งกักตุนวัตถุดิบเพราะกังวลผลกระทบด้านพลังงานจากสงครามอิหร่าน [3][4] ดัชนี GEP Global Supply Chain Volatility Index อยู่ที่ 1.64 ในเดือนพฤษภาคม 2026 โดยเอเชียได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด ขณะที่ยุโรปและอเมริกาเหนือก็เริ่ม...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What is driving the sharp rise in global supply chain stress to its highest level since 2022 amid the Iran war, and how are energy-market di. Article summary: Global supply-chain stress is rising because the Iran war has turned an already fragile logistics and energy backdrop into a precautionary inventory cycle: firms are buying early, stockpiling inputs, and competing for tr. Topic tags: general, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "Supply chain disruptions brought on by the conflict in Iran are expected to continue driving inflation higher across the globe, as shipping delays push energy prices and shopping c" source context "Report: Iran War Drives Surge in Manufacturing Costs | SupplyChainBrain" Reference image 2: visual subject "Supply c
ในปี 2026 ระบบซัพพลายเชนทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้นอีกครั้ง หลังจากเพิ่งผ่านวิกฤตใหญ่ในช่วงหลังโควิดไม่กี่ปี ปัจจัยหลายด้านกำลังทับซ้อนกัน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนด้านพลังงาน การกักตุนวัตถุดิบของภาคอุตสาหกรรม และต้นทุนการขนส่งที่พุ่งสูง
สัญญาณที่ชัดเจนคือ ดัชนี GEP Global Supply Chain Volatility Index ซึ่งวัดความตึงตัวของซัพพลายเชนทั่วโลก พุ่งขึ้นสู่ 1.64 ในเดือนพฤษภาคม 2026 ถือว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตปี 2022
เมื่อแยกตามภูมิภาค พบว่าความปั่นป่วนเกิดขึ้นแทบทุกศูนย์กลางการผลิตของโลก ได้แก่
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าเครือข่ายการผลิตและการขนส่งทั่วโลกกำลังกลับเข้าสู่ช่วงที่มีแรงกดดันสูงอีกครั้ง
หนึ่งในตัวเร่งสำคัญคือความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ตลาดพลังงานและเส้นทางขนส่งทางทะเลมีความไม่แน่นอนสูง
ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกพึ่งพาพลังงานอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น
เมื่อมีความเสี่ยงว่าราคาน้ำมันหรือพลังงานจะพุ่งขึ้น บริษัทต่าง ๆ จึงเริ่มปรับพฤติกรรมล่วงหน้า
ข้อมูลจากการสำรวจดัชนี PMI ของ S&P Global ระบุว่าเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นเล็กน้อยในเดือนเมษายนหลังจากชะลอตัวในเดือนมีนาคมที่สงครามเริ่มต้น แต่การขยายตัวยังถือว่าอ่อนแอ เนื่องจากความล่าช้าในซัพพลายเชน ราคาที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
แรงกดดันในซัพพลายเชนไม่ได้มาจากการหยุดชะงักเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากพฤติกรรมของบริษัทเอง
ผู้ผลิตจำนวนมากกำลัง เร่งสร้างสต็อกสำรอง (safety stock) ในอัตราที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตซัพพลายเชนหลังโควิด เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีวัตถุดิบเพียงพอหากราคาปรับขึ้นหรือสินค้าเริ่มขาดตลาด
เมื่อหลายบริษัทกักตุนสินค้าในเวลาเดียวกัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ
สถานการณ์นี้ทำให้เกิดสิ่งที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “การแข่งขันสะสมสินค้าคงคลังทั่วโลก” ซึ่งสามารถทำให้การขาดแคลนรุนแรงขึ้น แม้ความต้องการสินค้าปลายทางจะไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก
ตัวชี้วัดด้านโลจิสติกส์หลายตัวเริ่มส่งสัญญาณเตือนแล้ว
รายงานจาก GEP ระบุว่า
เมื่อวัตถุดิบหายากขึ้นและค่าขนส่งสูงขึ้น ผู้ผลิตต้องจ่ายต้นทุนเพิ่ม และบางส่วนถูกส่งต่อไปยังราคาสินค้าปลายทาง
ข้อมูลล่าสุดชี้ว่ายุโรปกำลังเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบชัดเจน โดยค่าดัชนีซัพพลายเชนอยู่ที่ 1.64 เท่ากับค่าเฉลี่ยโลก
เศรษฐกิจอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น เยอรมนี มีความอ่อนไหวต่อความผันผวนด้านพลังงานและซัพพลายเออร์จำนวนมากในห่วงโซ่การผลิต
ตัวอย่างเช่น ผลสำรวจ PMI ภาคการผลิตของเยอรมนีพบว่า แม้การผลิตและคำสั่งซื้อใหม่จะขยายตัว แต่สัญญาณความตึงเครียดในซัพพลายเชนจากสงครามอิหร่านเริ่มปรากฏชัดในกระบวนการผลิตแล้ว
อีกปัญหาหนึ่งคือ ข้อมูลเศรษฐกิจอาจสะท้อนภาพที่บิดเบือน
ในสถานการณ์ปกติ การเพิ่มขึ้นของคำสั่งซื้อหมายถึงความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้น แต่เมื่อบริษัทเร่งสั่งซื้อเพื่อสะสมสต็อก ตัวเลขการผลิตหรือ PMI อาจดูแข็งแรงกว่าความต้องการจริง
นักวิเคราะห์เตือนว่า การขยายตัวของภาคการผลิตในบางประเทศตอนนี้ อาจเกิดจากการซื้อสินค้าล่วงหน้าเพื่อสะสมสต็อก มากกว่าการฟื้นตัวของอุปสงค์จริงในตลาด
หากความต้องการผู้บริโภคไม่เพิ่มตามมา ผู้ผลิตอาจต้องเผชิญ สินค้าคงคลังส่วนเกินในช่วงปลายปี 2026
แรงกดดันในซัพพลายเชนมักส่งผลโดยตรงต่อเงินเฟ้อ
เมื่อ
ต้นทุนการผลิตจะเพิ่มขึ้นในหลายอุตสาหกรรม และสุดท้ายอาจถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคในรูปแบบราคาสินค้าที่สูงขึ้น
รูปแบบนี้คล้ายกับเหตุการณ์ในช่วงปี 2021–2022 ที่การขาดแคลนสินค้าและค่าขนส่งที่สูงทำให้เงินเฟ้อทั่วโลกพุ่งขึ้น
แนวโน้มในช่วง 6–12 เดือนข้างหน้า จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
ปัจจัยสำคัญได้แก่
หากเงื่อนไขเหล่านี้เกิดขึ้น ความตึงตัวของซัพพลายเชนอาจค่อย ๆ คลี่คลายในปีหน้า
แต่ถ้าความเสี่ยงด้านพลังงานยังดำเนินต่อไป หรือบริษัทต่าง ๆ ยังคงสะสมวัตถุดิบเพื่อป้องกันความเสี่ยง การขาดแคลนสินค้า ค่าขนส่งที่สูง และระยะเวลาจัดส่งที่ยาวนาน อาจยืดเยื้อไปจนถึงปี 2027
ตอนนี้ระบบซัพพลายเชนโลกยังไม่ถึงขั้นวิกฤตแบบช่วงโควิด แต่สัญญาณหลายอย่างชี้ว่าเครือข่ายการผลิตและการค้าระหว่างประเทศกำลังกลับเข้าสู่ช่วงที่เปราะบางอีกครั้ง
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
ความตึงเครียดของซัพพลายเชนโลกเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดตั้งแต่ปี 2022 โดยมีสาเหตุหลักจากผู้ผลิตทั่วโลกเร่งกักตุนวัตถุดิบเพราะกังวลผลกระทบด้านพลังงานจากสงครามอิหร่าน [3][4]
ความตึงเครียดของซัพพลายเชนโลกเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดตั้งแต่ปี 2022 โดยมีสาเหตุหลักจากผู้ผลิตทั่วโลกเร่งกักตุนวัตถุดิบเพราะกังวลผลกระทบด้านพลังงานจากสงครามอิหร่าน [3][4] ดัชนี GEP Global Supply Chain Volatility Index อยู่ที่ 1.64 ในเดือนพฤษภาคม 2026 โดยเอเชียได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด ขณะที่ยุโรปและอเมริกาเหนือก็เริ่มเผชิญคอขวดด้านโลจิสติกส์ [6]
ตัวเลขการผลิตที่ดูเหมือนฟื้นตัวในหลายประเทศอาจสะท้อนการสั่งซื้อเพื่อกักตุนล่วงหน้า มากกว่าการฟื้นตัวของอุปสงค์จริง [1][2]