ผลลัพธ์คือธีม AI ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บริษัทชิปอีกต่อไป แต่ขยายไปสู่ ผู้ผลิตรถยนต์ บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ ผู้ผลิตหุ่นยนต์ และซัพพลายเออร์อุตสาหกรรม ทั่วเอเชีย
อีกหนึ่งแรงหนุนสำคัญคือการขยายบทบาทของ Nvidia จากบริษัทชิป AI ไปสู่แพลตฟอร์มสำหรับหุ่นยนต์ รถอัตโนมัติ และระบบอุตสาหกรรมอัจฉริยะ
การขยายตัวนี้ทำให้บริษัทพันธมิตรในเอเชียได้รับความสนใจจากนักลงทุน เช่น
ในด้านชิป Nvidia ยังพึ่งพาซัพพลายเออร์รายใหญ่ในเอเชีย เช่น SK Hynix และ Samsung Electronics ซึ่งตอกย้ำบทบาทของภูมิภาคนี้ในระบบนิเวศฮาร์ดแวร์ AI
แนวโน้มดังกล่าวทำให้นักลงทุนเริ่มมอง AI ในมุมกว้างขึ้น คือไม่ใช่แค่บริษัทออกแบบชิป แต่รวมถึง ทั้งห่วงโซ่อุปทานของเครื่องจักรอัจฉริยะ
ดีลความร่วมมือระหว่างบริษัทเทคโนโลยี AI กับผู้ผลิตหุ่นยนต์กำลังเพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นของตลาด
ตัวอย่างที่สำคัญคือ Fanuc ผู้ผลิตหุ่นยนต์อุตสาหกรรมรายใหญ่ของญี่ปุ่น ที่ประกาศความร่วมมือกับ Google (Alphabet) เพื่อใช้ระบบ AI และเครื่องมือคลาวด์ของ Google กับหุ่นยนต์ในโรงงาน
ข่าวดังกล่าวทำให้ราคาหุ้น Fanuc พุ่งทำสถิติใหม่ และยังช่วยหนุนหุ้นบริษัทระบบอัตโนมัติอื่น ๆ เช่น Yaskawa Electric และ Nabtesco
นักวิเคราะห์มองว่าความร่วมมือประเภทนี้อาจเป็นสัญญาณว่า AI ขนาดใหญ่กำลังถูกผสานเข้ากับเครื่องจักรในโรงงานทั่วโลก
อีกจุดสำคัญของการแข่งขันอยู่ที่ จีน ซึ่งกำลังทุ่มเงินลงทุนอย่างหนักในเทคโนโลยีหุ่นยนต์มนุษย์ (humanoid robots)
รายงานจาก Morgan Stanley ระบุว่า ในปี 2026 จีนคิดเป็นประมาณ 46% ของเงินลงทุน Venture Capital ทั่วโลกในบริษัทหุ่นยนต์มนุษย์ ทำให้กลายเป็นสนามแข่งขันหลักของอุตสาหกรรมนี้
กิจกรรมระดมทุนก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น
นักวิเคราะห์มองว่าการเพิ่มขึ้นของเงินทุนสะท้อนความเชื่อว่าเทคโนโลยีหุ่นยนต์มนุษย์อาจกำลังเข้าใกล้ จุดเปลี่ยนเชิงพาณิชย์ เมื่อซอฟต์แวร์ AI เซนเซอร์ และเทคโนโลยีการผลิตพัฒนาไปพร้อมกัน
ตลาดทุนเองก็เริ่มสะท้อนความร้อนแรงของอุตสาหกรรมนี้
ในปี 2026 มีรายงานว่าบริษัทหุ่นยนต์จำนวนมากกำลังเตรียม เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง ตั้งแต่บริษัทหุ่นยนต์มนุษย์ ระบบโลจิสติกส์อัตโนมัติ หุ่นยนต์อุตสาหกรรม ไปจนถึงหุ่นยนต์บริการในบ้าน
แนวโน้มนี้ชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีหุ่นยนต์กำลังเปลี่ยนจากงานวิจัยเฉพาะทาง ไปสู่ อุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ ที่มีหลายเซกเมนต์ให้ลงทุน
การคาดการณ์ขนาดตลาดในอนาคตยังแตกต่างกันมาก แต่เกือบทุกสำนักเห็นตรงกันว่าศักยภาพของตลาดสูงมาก
ตัวอย่างประมาณการที่ถูกอ้างถึงบ่อย ได้แก่
Morgan Stanley ยังประเมินว่า การใช้งานหุ่นยนต์จะเริ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไป ก่อนจะเร่งตัวจริงจังในช่วงปลายทศวรรษ 2030 และ 2040 เมื่อราคาลดลงและความสามารถของหุ่นยนต์เพิ่มขึ้น
มีเหตุผลเชิงโครงสร้างหลายข้อที่ทำให้เอเชียกลายเป็นศูนย์กลางของกระแสนี้
เพราะ Physical AI ต้องพึ่งพาการผลิตฮาร์ดแวร์และการใช้งานในอุตสาหกรรมจริง ความได้เปรียบเหล่านี้จึงทำให้บริษัทเอเชียอยู่ในตำแหน่งสำคัญของเศรษฐกิจ AI ยุคใหม่
การพุ่งขึ้นของหุ้นหุ่นยนต์ในเอเชียสะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของธีมการลงทุน AI จากเดิมที่เน้นเพียงชิปและคลาวด์คอมพิวติ้ง ไปสู่บริษัทที่สามารถ เปลี่ยนโมเดล AI ให้กลายเป็นเครื่องจักรจริง
หากการคาดการณ์ของสถาบันการเงินหลักเป็นจริง แม้เพียงบางส่วน อุตสาหกรรมหุ่นยนต์มนุษย์และระบบอัตโนมัติอาจกลายเป็นหนึ่งในตลาดเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดของโลกในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า และเอเชียจะเป็นสนามแข่งขันสำคัญของเศรษฐกิจ AI ระดับโลก
Comments
0 comments