Goldman Sachs ยังคงเป้าหมายทองคำสิ้นปี 2026 ที่ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ RBC คาด 4,929 ดอลลาร์ในสิ้นปี 2026 และ 5,296 ดอลลาร์ในปี 2027 [1][3] ธนาคารกลางและสถาบันทางการซื้อทองสุทธิ 288.9 ตันในไตรมาส 2 ปี 2026 สูงขึ้น 62% จากปีก่อน และเป็นสถิติสูงสุดสำหรับไตรมาส 2 [28] แนวโน้มขาขึ้นยังมีเงื่อนไข: เงินไหลเข้า ETF ต...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Terraรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 2
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What is driving the growing consensus among Wall Street banks and major asset managers that gold could reach or exceed $5,000 per ounce by t. Article summary: Gold’s bullish case is increasingly structural rather than purely a bet on Fed cuts: reserve diversification, fiscal and currency concerns, and renewed investor demand can outweigh the usual headwinds from higher real yi. Topic tags: general, news, general web, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts w
มุมมองที่ว่าทองคำอาจขึ้นถึง 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ในปี 2026 กำลังถูกอธิบายมากขึ้นว่าเป็นเรื่องของ อุปสงค์เชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงการเดิมพันว่า Federal Reserve (Fed) จะลดดอกเบี้ย สาระสำคัญของมุมมองเชิงบวกคือ ธนาคารกลางกระจายทุนสำรอง สถาบันการเงินกลับมาเพิ่มสัดส่วนทองหลังราคาย่อตัว และเงินลงทุนไหลกลับสู่กองทุน ETF ทองคำ
แรงเหล่านี้อาจช่วยพยุงทองได้แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรและดอลลาร์แข็งค่า แต่ไม่ได้ทำให้ทองคำพ้นจากความอ่อนไหวต่อข้อมูลเงินเฟ้อและนโยบายของ Fed
Goldman Sachs ลดเป้าราคาทองคำปลายปี 2026 ลง 500 ดอลลาร์ เหลือ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังไม่คาดว่า Fed จะผ่อนคลายนโยบายในปี 2026 อย่างไรก็ดี ธนาคารยังประเมินว่าราคาทองมีโอกาสปรับขึ้นได้จากแรงซื้อที่ยืนระยะของธนาคารกลางและนักลงทุนตะวันตก 1
RBC Capital Markets คาดว่าทองคำจะอยู่ที่ 4,929 ดอลลาร์ ณ สิ้นปี 2026 และ 5,296 ดอลลาร์ในปี 2027 3 แต่ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่ความเห็นที่เป็นเอกฉันท์ ตัวอย่างเช่น Bank of America ปรับลดคาดการณ์ราคาเฉลี่ยทองคำปี 2026 เหลือ 4,360 ดอลลาร์ แต่ยังมองว่า 5,000 ดอลลาร์เป็นระดับที่มีโอกาสไปถึงได้เมื่อวัฏจักรคุมเข้มนโยบายของ Fed สิ้นสุดลง
6
จุดร่วมของหลายสำนักจึงไม่ใช่การฟันธงว่าทองจะถึงระดับใดในวันใด แต่คือมุมมองว่าแรงกระจายทุนสำรอง รวมถึงความกังวลต่อค่าเงิน หนี้สาธารณะ และฐานะการคลัง ทำให้ราคาทองไม่ได้ขึ้นกับตัวแปรมหภาคเพียงตัวเดียวเหมือนเดิม
ข้อมูล World Gold Council ระบุว่า ธนาคารกลางและสถาบันทางการซื้อทองสุทธิ 288.9 ตัน ในไตรมาส 2 ปี 2026 เพิ่มขึ้น 62% จากช่วงเดียวกันปีก่อน มากกว่าตัวเลขไตรมาสแรกที่ปรับปรุงแล้วกว่า 5 เท่า และเป็นสถิติสูงสุดสำหรับไตรมาส 2 ส่วนยอดซื้อสุทธิครึ่งปีแรกอยู่ที่ 345 ตัน ซึ่งแม้ยังสูง แต่เป็นระดับต่ำสุดของครึ่งปีแรกนับตั้งแต่ปี 2022 28
ภาพดังกล่าวมีสองด้าน: การดีดตัวในไตรมาส 2 ยืนยันว่าความต้องการจากภาคทางการยังมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกันยอดรวมครึ่งปีแรกที่อ่อนลงก็ชี้ว่าการซื้อไม่ได้เป็นเส้นตรง และราคาทองที่สูงอาจทำให้ผู้จัดการทุนสำรองบางรายชะลอซื้อหรือขายออกได้
ผู้ซื้อรายใหญ่ที่รายงานในครึ่งปีแรก ได้แก่ โปแลนด์ 82 ตัน อุซเบกิสถาน 41 ตัน จีน 40 ตัน และคาซัคสถาน 27 ตัน ขณะที่ตุรกีและรัสเซียเป็นผู้ขายสุทธิที่สำคัญ 53
สำหรับนักลงทุนสายบวก แรงซื้อภาคทางการมีความหมายเพราะผู้จัดการทุนสำรองมักซื้อเพื่อการกระจายความเสี่ยงและสภาพคล่อง มากกว่าการเก็งกำไรตามโมเมนตัมระยะสั้น ทองคำยังไม่มีความเสี่ยงผิดนัดชำระจากผู้ออกสินทรัพย์ จึงน่าสนใจเมื่อสถาบันต้องการกระจายทุนสำรองออกจากพันธบัตรรัฐบาลและสกุลเงินหลัก
แนวคิดนี้หมายถึงการจัดพอร์ตระยะยาวเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากการขาดดุลการคลัง ภาระหนี้ ความไม่แน่นอนของเงินเฟ้อ และกำลังซื้อของเงินตราแบบ Fiat ที่อาจลดลง ไม่ได้หมายความว่าผู้ลงทุนกำลังเดิมพันว่าดอลลาร์จะล่มสลายในเร็ววัน
ในกรอบคิดนี้ ทองเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ได้เป็นหนี้สินของรัฐบาลหรือธนาคารกลางประเทศใดประเทศหนึ่ง ดังนั้นกรณีลงทุนยังอาจดำรงอยู่แม้ดอลลาร์แข็งค่าในระยะสั้น หากการกระจายทุนสำรองและความกังวลด้านเสถียรภาพการคลังยังเป็นเรื่องสำคัญ เป้า 4,900 ดอลลาร์ของ Goldman Sachs ก็อิงกับแรงซื้อของธนาคารกลางและนักลงทุนตะวันตกที่ต่อเนื่อง มากกว่าการคาดหวังให้ Fed กลับลำนโยบายในระยะใกล้ 10
แรงซื้อของธนาคารกลางสร้างฐานอุปสงค์ที่ค่อนข้างต่อเนื่อง ขณะที่เงินไหลเข้า ETF เป็นแรงผลักดันที่ตอบสนองต่อภาวะตลาดมากกว่า State Street รายงานว่า ETF ทองคำที่จดทะเบียนในสหรัฐมีเงินไหลเข้า 7.9 พันล้านดอลลาร์ ในเดือนสิงหาคม หลังเผชิญการไถ่ถอนสุทธิรวม 18.4 พันล้านดอลลาร์ในช่วงมีนาคมถึงมิถุนายน 22
ส่วนรายงานอีกฉบับประเมินว่า ETF ทองคำที่มีทองคำจริงรองรับทั่วโลกมีเงินไหลเข้าสุทธิราว 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ ในเดือนสิงหาคม ตัวเลขที่ต่างกันสะท้อนขอบเขตการนับที่ต่างกัน—ทั่วโลกเทียบกับกองทุนที่จดทะเบียนในสหรัฐ—ไม่ใช่ข้อมูลที่ขัดแย้งกัน 20
22
ก่อนหน้านี้ ETF ทองคำอ่อนแอ โดย World Gold Council ระบุว่ามีเงินไหลออก 45 ตันในไตรมาส 2 เนื่องจากราคาทองที่อ่อนตัว ความคาดหวังเงินเฟ้อและดอกเบี้ยที่สูงขึ้น รวมถึงดอลลาร์ที่แข็งค่า ซึ่งกดดันความต้องการในอเมริกาเหนือ 30 เพราะฉะนั้น เงินไหลเข้าหลังจากนั้นจึงสำคัญทั้งในแง่ขนาดและในฐานะสัญญาณว่านักลงทุนสามารถกลับเข้าตลาดได้รวดเร็วเมื่อบรรยากาศเปลี่ยน
Bloomberg ยังรายงานว่า ผู้จัดการสินทรัพย์รายใหญ่หลายรายกลับมาเพิ่มสถานะในช่วงราคาย่อตัว รวมถึง Amundi, Pictet Asset Management, Robeco Institutional Asset Management และ Fidelity International โดย Amundi ถูกระบุว่าคาดทองกลับไป 5,000 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี 33
ทองคำได้ประโยชน์เมื่อผู้ลงทุนมองหาสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเงินหรือภูมิรัฐศาสตร์ แต่ทองคำไม่มีดอกเบี้ยตอบแทน การปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐจึงเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือทอง ขณะที่ดอลลาร์ที่แข็งค่าทำให้ทองซึ่งซื้อขายเป็นดอลลาร์แพงขึ้นสำหรับผู้ซื้อนอกสหรัฐ
แรงตึงเครียดนี้เห็นได้ชัดหลังทองเข้าใกล้ราว 4,700 ดอลลาร์ช่วงปลายสิงหาคม การปรับเพิ่มความคาดหวังต่อการคุมเข้มนโยบาย Fed อัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้น และดอลลาร์ที่แข็งค่า กดทองลงมาสู่บริเวณกลาง 4,400 ดอลลาร์ 37
44 ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐที่แข็งแกร่งยังเพิ่มความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน โดยรายงานหนึ่งระบุว่าความน่าจะเป็นโดยนัยอยู่ใกล้ 58% หลังประกาศตัวเลขจ้างงาน ซึ่งสะท้อนว่าสมมติฐานด้านนโยบายเปลี่ยนได้รวดเร็วเพียงใด
38
สถานะในตลาดฟิวเจอร์สสามารถขยายความผันผวนทั้งสองทางได้ การซื้อตามโมเมนตัม การตามแนวโน้ม และการปิดสถานะขายอาจเร่งขาขึ้น แต่การเปลี่ยนมุมมองต่อยีลด์หรือดอลลาร์อาจบีบให้ผู้ใช้เลเวอเรจลดสถานะ นี่คือเหตุผลที่ปัจจัยบวกระยะยาวสามารถอยู่ร่วมกับการปรับฐานฉับพลันได้
ความเสี่ยงหลักคือ เงินเฟ้ออาจเหนียวแน่นพอที่จะทำให้นโยบายการเงินตึงตัวนานกว่าคาด ภาวะดอกเบี้ยสูงนาน ยีลด์จริงที่เพิ่มขึ้น และดอลลาร์แข็งอย่างต่อเนื่อง จะท้าทายทั้งความต้องการ ETF และสถานะเก็งกำไร
ยังมีความเสี่ยงเฉพาะด้านอุปสงค์เช่นกัน ธนาคารกลางอาจชะลอการซื้อเมื่อราคาสูง โดยยอดซื้อภาคทางการครึ่งปีแรกต่ำกว่าช่วงเดียวกันในหลายปีหลัง 2022 แม้ไตรมาส 2 จะทำสถิติ 28 เงินใน ETF ก็สามารถไหลออกได้เช่นที่เกิดในไตรมาส 2
30 อีกทั้งการคาดการณ์ระหว่างสถาบันยังแตกต่างกันมาก มุมมอง 5,000 ดอลลาร์แบบมีเงื่อนไขของ Bank of America จึงระมัดระวังกว่าเป้าสิ้นปี 2026 ที่ระบุชัดเจน
6
บริเวณ 4,000 ดอลลาร์ ควรมองเป็นแนวรับทางเทคนิคและเชิงจิตวิทยาที่เป็นไปได้ ไม่ใช่ระดับที่รับประกันว่าจะเอาอยู่ ทองเคยต่ำกว่า 4,100 ดอลลาร์ในปลายเดือนกรกฎาคม ก่อนขึ้นสู่ราว 4,650–4,700 ดอลลาร์ และปิดเดือนสิงหาคมแถว 4,400 ดอลลาร์ 22
หุ้นเหมืองทองเป็นทางเลือกที่มีความเสี่ยงสูงกว่าในการลงทุนตามมุมมองเชิงบวกต่อทอง หากราคาทองขึ้นและต้นทุนรักษาระดับการผลิตควบคุมได้ กำไรส่วนต่างและกระแสเงินสดของเหมืองอาจขยายตัวมากกว่าการขึ้นของราคาทอง แต่ภาพตรงข้ามก็เกิดได้เช่นกัน: ราคาทองลดลงเพียงเล็กน้อยอาจกดกำไรอย่างแรง หากค่าแรง พลังงาน วัสดุสิ้นเปลือง ค่าภาคหลวง และเงินลงทุนเพื่อรักษาการผลิตยังสูง
ประเด็นนี้สำคัญสำหรับผู้ที่พิจารณาหุ้นอย่าง Eldorado Gold, Pan American Silver หรือ Aura Minerals เพราะราคาหุ้นไม่ได้ขึ้นกับทองคำเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นกับผลการดำเนินงานเหมือง ต้นทุน การลงทุน ความเสี่ยงด้านเขตอำนาจ การอนุญาต และการตัดสินใจด้านงบดุล
สำหรับผู้ที่ต้องการรับความเสี่ยงตามธีมมหภาคของทองโดยตรง ทองคำแท่งหรือ ETF ที่มีทองคำจริงรองรับมักเป็นเครื่องมือที่ตรงกว่า หุ้นเหมืองเพิ่มทั้งอัตราทดจากการดำเนินงานและความเสี่ยงเฉพาะบริษัท
สรุปแล้ว กรณีทองคำ 5,000 ดอลลาร์มีความเป็นไปได้ แต่มีเงื่อนไขรองรับ หลักฐานชี้ว่ามีฐานอุปสงค์เชิงโครงสร้างที่สำคัญ โดยเฉพาะจากผู้จัดการทุนสำรอง ขณะที่เส้นทางระยะสั้นยังขึ้นกับดอกเบี้ย เงินเฟ้อ ดอลลาร์ และการที่เงินจาก ETF กับสถาบันจะไหลตามแรงซื้อภาคทางการต่อไปหรือไม่
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
Goldman Sachs ยังคงเป้าหมายทองคำสิ้นปี 2026 ที่ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ RBC คาด 4,929 ดอลลาร์ในสิ้นปี 2026 และ 5,296 ดอลลาร์ในปี 2027 [1][3]
Goldman Sachs ยังคงเป้าหมายทองคำสิ้นปี 2026 ที่ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ RBC คาด 4,929 ดอลลาร์ในสิ้นปี 2026 และ 5,296 ดอลลาร์ในปี 2027 [1][3] ธนาคารกลางและสถาบันทางการซื้อทองสุทธิ 288.9 ตันในไตรมาส 2 ปี 2026 สูงขึ้น 62% จากปีก่อน และเป็นสถิติสูงสุดสำหรับไตรมาส 2 [28]
แนวโน้มขาขึ้นยังมีเงื่อนไข: เงินไหลเข้า ETF ต้องต่อเนื่อง ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตร ดอลลาร์ และท่าทีของ Fed สามารถทำให้ราคาผันผวนแรงได้