ไตรมาส 1 ปี 2026 นักลงทุนญี่ปุ่นขายตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลสหรัฐราว 29.6 พันล้านดอลลาร์ นับเป็นการลดการถือครองมากที่สุดในเกือบ 4 ปี [4][5] อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้นและการเปลี่ยนสู่สภาพแวดล้อมดอกเบี้ยบวก ทำให้นักลงทุนอย่างบริษัทประกัน ธนาคาร และกองทุนบำนาญเริ่มนำเงินกลับประเทศ [1][12] ควา...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What is driving Japanese investors to sell U.S. Treasuries and other foreign bonds in early 2026, how are rising Japanese bond yields, yen w. Article summary: Japanese investors are selling U.S. Treasuries and other foreign bonds because Japan’s own yields have risen enough to make domestic bonds more attractive, while yen weakness and oil-driven inflation risks raise the cost. Topic tags: general, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "Chart 3 is a bar chart showing standardized net purchases of foreign securities by Japanese investor type for December 2025, January 2026, and February 2026. Investor categories on" source context "What Happens in Japan May Not Stay in Japan - TD Economics" Reference image 2: visual subject "After a brief rally,
ตลาดพันธบัตรทั่วโลกในช่วงต้นปี 2026 กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงสำคัญ เมื่อ นักลงทุนญี่ปุ่น—ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในผู้ซื้อพันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศรายใหญ่ที่สุด—เริ่มนำเงินลงทุนกลับประเทศ
ข้อมูลล่าสุดระบุว่าในไตรมาสแรกของปี 2026 นักลงทุนญี่ปุ่นขายตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลสหรัฐรวมประมาณ 29.6 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นการขายสุทธิรายไตรมาสครั้งใหญ่ที่สุดในเกือบสี่ปี
เบื้องหลังการเคลื่อนไหวนี้คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจญี่ปุ่น ทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรในประเทศที่สูงขึ้น ค่าเงินเยนที่อ่อนตัว ความกังวลเงินเฟ้อจากราคาพลังงาน และการปรับทิศนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (Bank of Japan หรือ BOJ)
ผลรวมของปัจจัยเหล่านี้กำลังเปลี่ยนทิศทางเงินทุนระหว่างประเทศ และมีผลต่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดพันธบัตรของสหรัฐ อังกฤษ และตลาดการเงินโลก
เป็นเวลาหลายทศวรรษที่ญี่ปุ่นมีอัตราดอกเบี้ยต่ำมาก ทำให้นักลงทุนญี่ปุ่น—โดยเฉพาะบริษัทประกัน กองทุนบำนาญ และธนาคาร—นำเงินไปลงทุนในพันธบัตรต่างประเทศ เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (U.S. Treasuries) เพื่อรับผลตอบแทนที่สูงกว่า
แต่ตอนนี้สมการนั้นเริ่มเปลี่ยนไป
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (Japanese Government Bonds หรือ JGB) เพิ่มขึ้นอย่างมาก หลัง BOJ เริ่มถอยออกจากนโยบายการเงินผ่อนคลายพิเศษที่ใช้มานาน
ตัวอย่างเช่น พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 20 ปีให้ผลตอบแทนประมาณ 3.555% ในเดือนพฤษภาคม 2026 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ
ขณะเดียวกัน พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีแตะระดับสูงสุดตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1990 สะท้อนว่าญี่ปุ่นกำลังออกจากยุคดอกเบี้ยใกล้ศูนย์อย่างชัดเจน
เมื่อผลตอบแทนในประเทศสูงขึ้น นักลงทุนจึงเริ่มคำนวณใหม่ว่า การลงทุนในญี่ปุ่นอาจให้ผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกับต่างประเทศโดยไม่ต้องรับความเสี่ยงค่าเงินหรือค่าใช้จ่ายในการป้องกันความเสี่ยง (hedging)
งานวิจัยของ TD Economics ระบุว่าการเปลี่ยนผ่านของญี่ปุ่นสู่ “สภาพแวดล้อมดอกเบี้ยบวกอย่างมีนัยสำคัญ” กำลังทำให้เงินลงทุนของสถาบันญี่ปุ่นไหลออกไปต่างประเทศน้อยลง
อีกปัจจัยสำคัญคือค่าเงิน
ในบางช่วงของปี 2026 ค่าเงินเยนอยู่ใกล้ระดับ ประมาณ 160 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่สร้างความกังวลเรื่องเงินเฟ้อจากการนำเข้า
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานจำนวนมาก ดังนั้นเมื่อค่าเงินเยนอ่อนและราคาน้ำมันสูงขึ้น ต้นทุนพลังงานในประเทศจะเพิ่มขึ้นทันที และอาจดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้น
เมื่อเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่ม นักลงทุนจำนวนมากจึงคาดว่า BOJ อาจจำเป็นต้อง ขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม เพื่อควบคุมราคา
ในสถานการณ์เช่นนี้ การถือพันธบัตรต่างประเทศระยะยาวอาจมีความเสี่ยงมากขึ้น เพราะหากอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกเพิ่มขึ้น ราคาพันธบัตรจะลดลง
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของราคาพลังงานก็ยิ่งทำให้ตลาดกังวลว่าเงินเฟ้ออาจกลับมาแรงอีกครั้ง ส่งผลให้ตลาดพันธบัตรทั่วโลกปรับตัวลงในบางช่วง
แก่นของเรื่องทั้งหมดอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น
หลายปีที่ผ่านมา BOJ ใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบและการควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทน (yield‑curve control) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
แต่ปัจจุบัน BOJ กำลังค่อย ๆ ปรับนโยบายเข้าสู่ภาวะปกติ และตลาดเริ่มคาดการณ์ว่าจะมี การขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในอนาคต
การเปลี่ยนแปลงนี้มีความสำคัญในระดับโลก เพราะสถาบันการเงินญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในผู้ซื้อพันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศรายใหญ่ที่สุดมาโดยตลอด
เมื่อผลตอบแทนในประเทศสูงขึ้น ความจำเป็นที่จะต้องส่งเงินลงทุนไปต่างประเทศก็ลดลง นั่นหมายถึง อุปสงค์ในตลาดพันธบัตรโลกกำลังเปลี่ยนโครงสร้าง
ผลกระทบของการเคลื่อนไหวนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรายใหญ่ที่สุดของโลก
หากนักลงทุนญี่ปุ่นลดการซื้อหรือขายพันธบัตรที่ถืออยู่ ตลาดสหรัฐจะสูญเสียแหล่งอุปสงค์ที่มั่นคงรายหนึ่ง ซึ่งอาจทำให้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐปรับตัวสูงขึ้น หากต้องดึงดูดผู้ซื้อรายอื่น
สถานการณ์คล้ายกันสามารถเกิดขึ้นกับพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษ (gilts) เนื่องจากนักลงทุนสถาบันญี่ปุ่นเคยเป็นผู้ซื้อพันธบัตรระยะยาวในตลาดพัฒนาแล้วหลายประเทศ
หากเงินทุนเหล่านี้ชะลอหรือไหลกลับญี่ปุ่น อัตราผลตอบแทนในตลาดพันธบัตรยุโรปและอังกฤษก็อาจเผชิญแรงกดดันเช่นกัน
ในประเทศ ผลตอบแทนที่สูงขึ้นถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ฝากเงินและนักลงทุนระยะยาว แต่ก็ทำให้ ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น
เนื่องจากญี่ปุ่นมีหนี้สาธารณะระดับสูงที่สุดประเทศหนึ่งของโลก การเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยจึงอาจสร้างแรงกดดันทางการคลังในระยะยาว
การเปลี่ยนแปลงของเงินทุนญี่ปุ่นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องภายในประเทศ แต่กำลังกลายเป็นประเด็นระดับโลก
เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นระบุว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรในญี่ปุ่น สหรัฐ และอังกฤษกำลังปรับตัวขึ้นพร้อมกัน และมีผลกระทบต่อกันและกัน
ในบริบทนี้ ความผันผวนของตลาดพันธบัตรโลกและความเสี่ยงเงินเฟ้อ—รวมถึงปัจจัยจากราคาพลังงาน—กลายเป็นหัวข้อสำคัญในการประชุม รัฐมนตรีคลัง G7 ที่กรุงปารีส ซึ่งกำลังพยายามหาทางรับมือกับความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลกและความไม่แน่นอนทางการเงิน
การที่ญี่ปุ่นเริ่มปรับนโยบายการเงินเข้าสู่ภาวะปกติอาจเป็นสัญญาณว่า ยุคของดอกเบี้ยญี่ปุ่นที่ต่ำมากจนเงินทุนไหลออกสู่โลกกำลังสิ้นสุดลง
ผลลัพธ์ที่อาจตามมา ได้แก่
แม้การนำเงินทุนกลับประเทศจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่เนื่องจากญี่ปุ่นมีฐานเงินออมขนาดใหญ่ การเปลี่ยนทิศทางเพียงเล็กน้อยก็สามารถส่งผลต่อเงื่อนไขทางการเงินทั่วโลกได้
คำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายในตอนนี้คือ การปรับตัวของตลาดจะเกิดขึ้นเร็วแค่ไหน และเศรษฐกิจโลกจะปรับตัวอย่างไรในยุคที่ตลาดพันธบัตรไม่ได้ถูกพยุงด้วยดอกเบี้ยญี่ปุ่นที่ต่ำเป็นพิเศษอีกต่อไป
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
ไตรมาส 1 ปี 2026 นักลงทุนญี่ปุ่นขายตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลสหรัฐราว 29.6 พันล้านดอลลาร์ นับเป็นการลดการถือครองมากที่สุดในเกือบ 4 ปี [4][5]
ไตรมาส 1 ปี 2026 นักลงทุนญี่ปุ่นขายตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลสหรัฐราว 29.6 พันล้านดอลลาร์ นับเป็นการลดการถือครองมากที่สุดในเกือบ 4 ปี [4][5] อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้นและการเปลี่ยนสู่สภาพแวดล้อมดอกเบี้ยบวก ทำให้นักลงทุนอย่างบริษัทประกัน ธนาคาร และกองทุนบำนาญเริ่มนำเงินกลับประเทศ [1][12]
ความผันผวนของตลาดพันธบัตรในญี่ปุ่น สหรัฐ และอังกฤษ รวมถึงแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาพลังงานและเงินเยนอ่อน กลายเป็นประเด็นสำคัญในวาระหารือของรัฐมนตรีคลัง G7 ที่ปารีส [17][18]