เมื่อผลตอบแทนในประเทศสูงขึ้น นักลงทุนจึงเริ่มคำนวณใหม่ว่า การลงทุนในญี่ปุ่นอาจให้ผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกับต่างประเทศโดยไม่ต้องรับความเสี่ยงค่าเงินหรือค่าใช้จ่ายในการป้องกันความเสี่ยง (hedging)
งานวิจัยของ TD Economics ระบุว่าการเปลี่ยนผ่านของญี่ปุ่นสู่ “สภาพแวดล้อมดอกเบี้ยบวกอย่างมีนัยสำคัญ” กำลังทำให้เงินลงทุนของสถาบันญี่ปุ่นไหลออกไปต่างประเทศน้อยลง
อีกปัจจัยสำคัญคือค่าเงิน
ในบางช่วงของปี 2026 ค่าเงินเยนอยู่ใกล้ระดับ ประมาณ 160 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่สร้างความกังวลเรื่องเงินเฟ้อจากการนำเข้า
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานจำนวนมาก ดังนั้นเมื่อค่าเงินเยนอ่อนและราคาน้ำมันสูงขึ้น ต้นทุนพลังงานในประเทศจะเพิ่มขึ้นทันที และอาจดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้น
เมื่อเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่ม นักลงทุนจำนวนมากจึงคาดว่า BOJ อาจจำเป็นต้อง ขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม เพื่อควบคุมราคา
ในสถานการณ์เช่นนี้ การถือพันธบัตรต่างประเทศระยะยาวอาจมีความเสี่ยงมากขึ้น เพราะหากอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกเพิ่มขึ้น ราคาพันธบัตรจะลดลง
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของราคาพลังงานก็ยิ่งทำให้ตลาดกังวลว่าเงินเฟ้ออาจกลับมาแรงอีกครั้ง ส่งผลให้ตลาดพันธบัตรทั่วโลกปรับตัวลงในบางช่วง
แก่นของเรื่องทั้งหมดอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น
หลายปีที่ผ่านมา BOJ ใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบและการควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทน (yield‑curve control) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
แต่ปัจจุบัน BOJ กำลังค่อย ๆ ปรับนโยบายเข้าสู่ภาวะปกติ และตลาดเริ่มคาดการณ์ว่าจะมี การขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในอนาคต
การเปลี่ยนแปลงนี้มีความสำคัญในระดับโลก เพราะสถาบันการเงินญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในผู้ซื้อพันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศรายใหญ่ที่สุดมาโดยตลอด
เมื่อผลตอบแทนในประเทศสูงขึ้น ความจำเป็นที่จะต้องส่งเงินลงทุนไปต่างประเทศก็ลดลง นั่นหมายถึง อุปสงค์ในตลาดพันธบัตรโลกกำลังเปลี่ยนโครงสร้าง
ผลกระทบของการเคลื่อนไหวนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรายใหญ่ที่สุดของโลก
หากนักลงทุนญี่ปุ่นลดการซื้อหรือขายพันธบัตรที่ถืออยู่ ตลาดสหรัฐจะสูญเสียแหล่งอุปสงค์ที่มั่นคงรายหนึ่ง ซึ่งอาจทำให้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐปรับตัวสูงขึ้น หากต้องดึงดูดผู้ซื้อรายอื่น
สถานการณ์คล้ายกันสามารถเกิดขึ้นกับพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษ (gilts) เนื่องจากนักลงทุนสถาบันญี่ปุ่นเคยเป็นผู้ซื้อพันธบัตรระยะยาวในตลาดพัฒนาแล้วหลายประเทศ
หากเงินทุนเหล่านี้ชะลอหรือไหลกลับญี่ปุ่น อัตราผลตอบแทนในตลาดพันธบัตรยุโรปและอังกฤษก็อาจเผชิญแรงกดดันเช่นกัน
ในประเทศ ผลตอบแทนที่สูงขึ้นถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ฝากเงินและนักลงทุนระยะยาว แต่ก็ทำให้ ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น
เนื่องจากญี่ปุ่นมีหนี้สาธารณะระดับสูงที่สุดประเทศหนึ่งของโลก การเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยจึงอาจสร้างแรงกดดันทางการคลังในระยะยาว
การเปลี่ยนแปลงของเงินทุนญี่ปุ่นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องภายในประเทศ แต่กำลังกลายเป็นประเด็นระดับโลก
เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นระบุว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรในญี่ปุ่น สหรัฐ และอังกฤษกำลังปรับตัวขึ้นพร้อมกัน และมีผลกระทบต่อกันและกัน
ในบริบทนี้ ความผันผวนของตลาดพันธบัตรโลกและความเสี่ยงเงินเฟ้อ—รวมถึงปัจจัยจากราคาพลังงาน—กลายเป็นหัวข้อสำคัญในการประชุม รัฐมนตรีคลัง G7 ที่กรุงปารีส ซึ่งกำลังพยายามหาทางรับมือกับความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลกและความไม่แน่นอนทางการเงิน
การที่ญี่ปุ่นเริ่มปรับนโยบายการเงินเข้าสู่ภาวะปกติอาจเป็นสัญญาณว่า ยุคของดอกเบี้ยญี่ปุ่นที่ต่ำมากจนเงินทุนไหลออกสู่โลกกำลังสิ้นสุดลง
ผลลัพธ์ที่อาจตามมา ได้แก่
แม้การนำเงินทุนกลับประเทศจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่เนื่องจากญี่ปุ่นมีฐานเงินออมขนาดใหญ่ การเปลี่ยนทิศทางเพียงเล็กน้อยก็สามารถส่งผลต่อเงื่อนไขทางการเงินทั่วโลกได้
คำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายในตอนนี้คือ การปรับตัวของตลาดจะเกิดขึ้นเร็วแค่ไหน และเศรษฐกิจโลกจะปรับตัวอย่างไรในยุคที่ตลาดพันธบัตรไม่ได้ถูกพยุงด้วยดอกเบี้ยญี่ปุ่นที่ต่ำเป็นพิเศษอีกต่อไป
Comments
0 comments