ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทำให้ ราคาพลังงานปรับตัวขึ้นแรง ส่งผลให้ตลาดกังวลว่าเงินเฟ้อทั่วโลกอาจกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง
เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ต้นทุนขนส่ง การผลิต และอาหารก็มีแนวโน้มเพิ่มตาม ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจและนโยบายการเงิน
สำหรับตลาดการเงิน นั่นหมายความว่า ธนาคารกลางอาจไม่รีบลดดอกเบี้ย ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin
ในเวลาเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Treasury yields) ก็ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายเดือน โดยยีลด์พันธบัตรอายุ 10 ปีขึ้นไปใกล้ช่วงประมาณ 4% กลาง ๆ
ยีลด์ที่สูงขึ้นกระทบ Bitcoin ในสองทางหลัก
เมื่อยีลด์เพิ่มขึ้นพร้อมกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ นักลงทุนจึงมักลดการถือครองสินทรัพย์เก็งกำไร เช่น คริปโต
อีกแรงกดดันสำคัญคือ เงินลงทุนจากสถาบันที่เริ่มไหลออกจาก Spot Bitcoin ETF
ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า ETF เหล่านี้ในสหรัฐมี เงินไหลออกสุทธิประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์ในหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในรอบประมาณสามเดือน
นอกจากนี้ ยังมีวันที่มีเงินไหลออกจาก ETF ประมาณ $268 ล้านภายในวันเดียว ซึ่งทำให้กระแสเงินไหลเข้าในช่วงก่อนหน้าสะดุดลง
เนื่องจาก ETF เป็นหนึ่งในช่องทางหลักที่สถาบันใช้ลงทุนใน Bitcoin การไหลออกต่อเนื่องจึงลดแรงหนุนสำคัญของราคาในระยะสั้น
ตลาดอนุพันธ์คริปโตยังทำให้การปรับตัวลงรุนแรงขึ้น
รายงานตลาดระบุว่า มีการล้างพอร์ตสถานะฝั่งขาขึ้นเกือบ $500 ล้านภายในเวลาประมาณ 15 นาที ระหว่างการซื้อขายช่วงเอเชีย
กลไกนี้เกิดขึ้นเมื่อ:
กระบวนการนี้มักทำให้การปรับฐานเล็ก ๆ กลายเป็นการร่วงลงอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่นาน
การลดลงไม่ได้เกิดกับ Bitcoin เพียงอย่างเดียว
เหรียญหลักอื่น ๆ เช่น Ether และ Solana ก็ปรับตัวลงพร้อมกัน ขณะที่นักลงทุนลดความเสี่ยงในพอร์ตคริปโตโดยรวม
สถานการณ์นี้สะท้อนว่า ในช่วงเวลานี้คริปโตถูกมองเป็น สินทรัพย์เสี่ยงที่เคลื่อนไหวตามสภาพคล่องของตลาดโลก มากกว่าจะเป็นสินทรัพย์หลบภัยจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
ทิศทางของ Bitcoin ในระยะใกล้จะขึ้นอยู่กับปัจจัยมหภาคหลายอย่าง เช่น
หากแรงกดดันมหภาคเริ่มคลี่คลาย หรือเงินทุนจาก ETF กลับมาไหลเข้า ตลาดคริปโตอาจฟื้นตัวได้ค่อนข้างเร็ว แต่ถ้าราคาพลังงานและยีลด์ยังเพิ่มขึ้นต่อ สภาพตลาดแบบ risk‑off อาจยังคงกดดัน Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัลต่อไปอีกระยะหนึ่ง
Comments
0 comments