เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนว่าตลาดคริปโตเริ่มตอบสนองต่อข่าวภูมิรัฐศาสตร์ในลักษณะเดียวกับตลาดหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์
สถานการณ์ฮอร์มุซยังส่งผลต่อเศรษฐกิจมหภาคด้วย
หากราคาพลังงานเพิ่มขึ้น จะยิ่งเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้นและสภาพคล่องในระบบการเงินตึงตัวมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้มักทำให้นักลงทุนลดความเสี่ยงในพอร์ต
แม้ Bitcoin จะถูกเรียกว่า “ทองคำดิจิทัล” แต่ในช่วงตลาดตึงเครียด มันมักเคลื่อนไหวเหมือน สินทรัพย์เสี่ยง มากกว่า
อีกแรงสำคัญมาจาก เลเวอเรจในตลาดคริปโต
ตลาดอนุพันธ์ของคริปโตมีการใช้เลเวอเรจสูง เมื่อราคาขยับแรง ระบบจะบังคับปิดสถานะที่ขาดทุน ทำให้ราคายิ่งเคลื่อนเร็วขึ้น
ตัวอย่างเช่น การขึ้นเหนือ $78,000 ก่อนจะกลับลงต่ำกว่า $76,000 อย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการ liquidate มากกว่า $760 ล้าน ในตลาดคริปโต
อีกช่วงหนึ่ง การร่วงจากใกล้ $80,000 ลงมาต่ำกว่า $76,000 ทำให้สถานะ Long ถูกบังคับปิดมากกว่า $100 ล้าน
การ liquidate แบบลูกโซ่เช่นนี้สามารถเร่งให้ตลาดปรับตัวลงแรงกว่าปกติ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Spot Bitcoin ETF กลายเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญของตลาด
รายงานล่าสุดระบุว่า ETF Bitcoin ในสหรัฐมีเงินไหลออกสุทธิประมาณ $290 ล้าน ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ขณะที่ราคา Bitcoin อยู่ราว $78,143
เมื่อเงินสถาบันไหลออก สภาพคล่องในตลาดจะลดลง และยังสะท้อนความเชื่อมั่นที่อ่อนตัวลงของนักลงทุนรายใหญ่
ก่อนหน้านี้ สถานการณ์เคยตรงกันข้าม เมื่อ ETF มีเงินไหลเข้าเกือบ $1 พันล้านในสัปดาห์เดียว ซึ่งช่วยพยุงราคาไว้ได้ในช่วงตลาดผันผวน
ในมุมมองทางเทคนิค ระดับราคาที่ตลาดจับตาที่สุดตอนนี้คือ $78,000 ถึง $75,000
การที่ Bitcoin ไม่สามารถยืนเหนือ $78,000 ได้ ทำให้ระดับนี้กลายเป็นแนวต้านระยะสั้น ขณะที่แรงขายหลายครั้งจากข่าวฮอร์มุซได้กดราคาเข้าสู่ช่วงกลางของ $70,000
หากราคาหลุด $75,000 อย่างชัดเจน นักวิเคราะห์เตือนว่าอาจเห็นการลงต่อไปยังโซน $73,000 หรือช่วงต้น $70,000 ซึ่งเคยเป็นระดับในช่วงเหตุการณ์ความตึงเครียดก่อนหน้า
ในทางกลับกัน หาก Bitcoin กลับมายืนเหนือ $78,000 ได้ ตลาดอาจเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น และเปิดทางให้ราคากลับไปทดสอบโซน $80,000–$82,000 อีกครั้ง
การอ่อนตัวของ Bitcoin มักส่งผลต่อเหรียญอื่นด้วย
ในช่วงการปรับฐานล่าสุด Ether ปรับตัวลงแรงกว่า Bitcoin ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่พบได้บ่อย เพราะเหรียญทางเลือก (altcoins) มักผันผวนมากกว่าเมื่อความเสี่ยงในตลาดเพิ่มขึ้น
ดังนั้น ความเสี่ยงระยะสั้นที่สำคัญคือการเกิด liquidation cascade หาก Bitcoin หลุด $75,000 อย่างชัดเจน
แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลาย หรือเงินทุน ETF กลับมาไหลเข้า ตลาดคริปโตก็อาจฟื้นตัวได้เร็วเช่นกัน
ในเวลานี้ ราคาของ Bitcoin ถูกกำหนดโดยทั้ง ข่าวภูมิรัฐศาสตร์ กระแสเงินทุน ETF และโครงสร้างตลาดอนุพันธ์ พร้อมกัน
ตราบใดที่ปัจจัยเหล่านี้ยังไม่คลี่คลาย ตลาดคริปโตมีแนวโน้มจะยังคงผันผวนสูง และตอบสนองต่อข่าวสำคัญหรือระดับราคาเชิงเทคนิคอย่างรวดเร็ว
Comments
0 comments