DeepSeek Harness หรือ dsh คือรันไทม์โอเพนซอร์สสำหรับนักพัฒนาที่ต้องการสร้างและดูแล AI agent โดยเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต MIT และยังอยู่ในช่วง developer preview จุดสำคัญคือมันไม่ใช่โมเดลภาษาขนาดใหญ่หรือผลิตภัณฑ์ agent สำเร็จรูป แต่เป็นสภาพแวดล้อมสำหรับเลือกและประกอบชิ้นส่วนของ agent ตามต้องการ ข้อมูลที่มีระบุว่า Harness v0.1 ออกเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2026 ไม่ใช่เดือนกันยายน
1
2
แนวคิดหลัก: ไม่มีแกนกลางที่แตะต้องไม่ได้
Harness ใช้แนวคิด “ทุกอย่างเป็นปลั๊กอิน” อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นตัวเชื่อมต่อโมเดล เครื่องมือ สกิล เซสชัน sandbox ระบบเก็บข้อมูล การจัดตารางงาน วงจรการทำงานของ agent หรือ UI ล้วนสลับและจัดองค์ประกอบใหม่ผ่านการตั้งค่าได้
2
21
ผลคือ หากทีมต้องเปลี่ยนผู้ให้บริการโมเดล จำกัดชุดเครื่องมือ เพิ่มนโยบายอนุมัติที่กำหนดเอง หรือแยกสภาพแวดล้อมการรัน ก็สามารถทำได้ด้วยการประกอบรันไทม์ใหม่ แทนการแก้โค้ดแกนกลางและแบกภาระดูแล fork ระยะยาว
Cordis ทำหน้าที่อะไร
ใต้ Harness คือ Cordis ซึ่งเป็นเฟรมเวิร์กปลั๊กอินที่ถูกรวมมากับโครงการ ปลั๊กอินแต่ละตัวสามารถเพิ่มบริการ เหตุการณ์แบบกำหนดชนิดข้อมูล (typed events) และผลกระทบที่ย้อนคืนได้ ลงใน context ที่ใช้ร่วมกัน เมื่อปลั๊กอินถูกถอดออก การลงทะเบียนที่ปลั๊กอินนั้นเพิ่มไว้ก็สามารถถูกยกเลิกตามไปด้วย
21
22
Cordis ยังจัดการการพึ่งพาระหว่างส่วนประกอบได้ เช่น callback ที่ลงทะเบียนโดยระบุบริการที่ต้องใช้ จะถูกถอดและรันใหม่เมื่อบริการที่พึ่งพาเปลี่ยน ส่วน ctx.plugin ใช้โหลดปลั๊กอินพร้อมตรวจสอบค่าคอนฟิกกับ schema ที่ปลั๊กอินประกาศไว้
19
สำหรับผู้พัฒนาส่วนขยาย นี่คือจุดต่อที่ชัดเจนในการปรับแต่ง ตัวอย่างเช่น ปลั๊กอินเครื่องมือสามารถลงทะเบียนผ่าน ctx.tools ขณะที่ hook ก่อนรันเครื่องมือสามารถคืนคำตัดสินแบบมีชนิดข้อมูลว่าอนุญาตหรือปฏิเสธได้ จุดเดียวกันนี้ใช้สร้างนโยบายเรื่องสิทธิ์ sandbox หรือโหมดวางแผนได้
17
โหมดรันไทม์เริ่มต้น 4 แบบ
Harness มี preset เริ่มต้น 4 แบบสำหรับงานพัฒนาที่ต่างกัน
2
- Standard: เวิร์กโฟลว์และชุดเครื่องมือสำหรับ coding agent แบบเต็มรูปแบบ
- Code: เปิดให้ใช้เครื่องมือผ่าน Code Mode SDK เพื่อให้ TypeScript ที่โมเดลสร้างขึ้นประสานงานหลายขั้นตอนได้
- Minimal: มี shell แบบต่อเนื่องและ
str_replace_editor เหมาะกับสภาพแวดล้อมจำกัดหรือการทำ benchmark
- Creator: เพิ่มการตรวจสอบรันไทม์และการทดลองปลั๊กอินในหน่วยความจำ สำหรับผู้พัฒนาที่กำลังสร้าง preset ใหม่
preset เหล่านี้เป็นเพียงจุดตั้งต้น ไม่ใช่ขอบเขตตายตัว ทีมสามารถเพิ่มหรือเปลี่ยนความสามารถได้เมื่อความต้องการเปลี่ยนไป
2
21
ติดตั้งและเริ่มใช้งาน
Harness เผยแพร่เป็นแพ็กเกจ npm และ CLI ชื่อ @deepseek-ai/dsh คำสั่งเริ่มต้นที่เอกสารระบุคือ
npx @deepseek-ai/dsh web
หากต้องการรันจากซอร์สหรือแก้ไขโค้ดโดยตรง ก็สามารถโคลน repository ของโครงการได้
1
30
ใน Web UI ให้ตั้งค่าข้อมูลรับรองของโมเดลที่ Settings → Models แล้วเลือก workspace ก่อนเริ่มประกอบงาน โปรเซส dsh จะใช้ไดเรกทอรีที่สั่งรันเป็นตำแหน่งระบบไฟล์เริ่มต้น แต่ UI ที่เพิ่งเปิดใหม่จะยังไม่มี workspace ที่ถูกเลือกจนกว่าจะเพิ่มเข้าไป
25
การสังเกตพฤติกรรมถูกฝังอยู่ในโมเดลเซสชัน
Harness บันทึกสิ่งที่โมเดลเห็นลงใน session log แบบ append-only ได้แก่ system prompt เหตุผลประกอบการทำงาน การเรียกใช้เครื่องมือและผลลัพธ์ การจัดตาราง subagent และการฉีด context แต่ละครั้ง มุมมอง Trajectory ใช้ตรวจสอบรายการเหล่านี้ตามแหล่งที่มาได้ ขณะที่คำสั่ง resume, fork, search และ replay ล้วนทำงานกับ event stream ชุดเดียวกัน
2
ดังนั้น log นี้จึงไม่ใช่เพียงข้อมูลสำหรับดีบัก แต่เป็นหลักฐานการทำงานที่ใช้ตรวจสอบรอบรัน ย้อนกลับไปดูทางเลือกก่อนหน้า และสร้างลำดับเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของ agent ขึ้นมาใหม่ได้
เมื่อยังเป็น developer preview ต้องอัปเกรดอย่างมีวินัย
Harness ระบุชัดว่ายังเป็น developer preview ดังนั้นทีมไม่ควรคาดหวังว่าปลั๊กอินและ API จะรับประกันความเข้ากันได้ระยะยาว
2
6
แนวปฏิบัติที่รอบคอบคือ ตรึงเวอร์ชันที่ใช้งาน อ่านรายการเปลี่ยนแปลงของแต่ละรีลีส ทดสอบการอัปเกรดใน profile หรือ workspace แยกต่างหาก และ replay เซสชันตัวอย่างก่อนขยายผลสู่การใช้งานวงกว้าง ข้อเสนอแนะนี้เป็นการควบคุมความเสี่ยงตามสถานะ preview ไม่ใช่คำรับประกันจากเอกสารว่าทุกการอัปเกรดจะไม่ทำให้ของเดิมเสีย
การตรวจสอบปลั๊กอินควรทำ 2 ระดับ
- ตรวจสอบตัวปลั๊กอินเอง: ตรวจ schema ของคอนฟิก บริการที่ต้องพึ่งพา ลักษณะเมื่อเกิดข้อผิดพลาด และตรรกะนโยบายของเครื่องมือ
- ตรวจสอบ preset ที่ประกอบเสร็จแล้ว: ทดสอบปลั๊กอินร่วมกับ model adapter, เครื่องมือ, sandbox, สิทธิ์, session store และปลั๊กอินอื่นที่จะทำงานร่วมกันจริง
ระบบคอนฟิกของ Harness ช่วยลดความเสี่ยงได้ โดยแต่ละรายการใน cordis.yml สามารถมีบล็อก config และปลั๊กอินจะเปิดเผย schema ที่ถูกตรวจสอบก่อนรันฟังก์ชัน apply หากคอนฟิกไม่ถูกต้อง การโหลดจะล้มเหลวแทนการปล่อยให้ปลั๊กอินเริ่มทำงานแบบตั้งค่าไม่ครบ
27
28 ส่วน configuration catalog ที่สร้างอัตโนมัติจะถูกตรวจด้วย pnpm run verify-config-catalog
18
ด้านการแจกจ่าย เอกสารรองรับการแพ็กส่วนขยายเป็น bundle ที่ติดตั้งได้ แล้วเพิ่มเข้า profile ด้วย dsh plugin add การเก็บทั้ง bundle และคอนฟิกไว้อย่างชัดเจนช่วยให้รันไทม์ที่ประกอบขึ้นนั้นทำซ้ำ ตรวจสอบ ทดสอบ และอัปเกรดได้ง่ายขึ้น
24
สรุป
DeepSeek Harness เหมาะจะมองเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับผู้สร้าง agent: การเชื่อมต่อโมเดล เครื่องมือ นโยบาย สภาพแวดล้อมรัน วงจรการทำงาน สถานะ และหน้าจอ ล้วนเป็นตัวเลือกในการประกอบระบบ Cordis ดูแลวงจรชีวิตของปลั๊กอิน preset ทำให้เริ่มต้นได้เร็ว และ session log แบบ append-only ทำหน้าที่เป็นบันทึกการปฏิบัติงานโดยละเอียด จุดแข็งคือความยืดหยุ่น แต่สถานะ developer preview ก็ทำให้การทดสอบและวางแผนอัปเกรดอย่างรอบคอบเป็นเรื่องจำเป็น
2
21