Citi Research ยังมองบวกต่อหุ้นตลาดเกิดใหม่ปี 2026 โดยให้เป้าหมาย MSCI EM ที่ 1,540 จุด หรือมีอัพไซด์ราว 13% พร้อมคาด EPS เติบโตราว 17% [15] น้ำหนักประเทศที่ชัดในรายงานตลาดคือจีนและเกาหลีใต้ ส่วนอินเดียอยู่ระดับเป็นกลาง เพราะเรื่องการเติบโตสะท้อนในราคาไปมากแล้วและยังมีความเสี่ยงด้านค่าเงิน [7][8] ธีม AI และเซมิคอนดัก...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What is Citi’s top emerging-market equity strategy for 2026 as the AI boom drives semiconductor earnings growth?. Article summary: Citi’s top emerging-market equity strategy for 2026 is to stay constructive/overweight EM equities, with a preference for AI-linked markets such as China and South Korea, while being more neutral on India. The thesis is . Topic tags: general, general web. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "Nvidia NVDA, Broadcom AVGO, NXP Semiconductors NXPI and Analog Devices ADI are Citi's top semiconductor picks heading into earnings," source context "Nvidia and Broadcom Look Attractive Again. Citi Names Top Chip Picks — TradingView News" Reference image 2: visual subject "The image shows a bar chart illustrating the projected growth of the semiconductor m
คำอ่านแบบสั้นที่สุดคือ Citi ยังชอบหุ้นตลาดเกิดใหม่ หรือ EM ในปี 2026 แต่ไม่ใช่การ “ซื้อทุกประเทศ” แบบหลับตา กลยุทธ์ที่เด่นกว่าคือการเลือกตลาดที่กำไรมีโอกาสโตตามวัฏจักร AI เซมิคอนดักเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี โดยรายงานตลาดที่อ้างนักกลยุทธ์ของ Citi ชี้ว่าจีนและเกาหลีใต้เป็นตลาดที่น่าสนใจกว่า ขณะที่อินเดียถูกมองเป็นกลางมากกว่า
สำหรับผู้อ่านที่ไม่คุ้นกับศัพท์การลงทุนต่างประเทศ EM หรือ emerging markets คือกลุ่มตลาดเกิดใหม่ในกรอบดัชนีการลงทุนโลก ส่วน EPS คือกำไรต่อหุ้น ซึ่งเป็นตัวเลขสำคัญที่ตลาดใช้เทียบกับราคาหุ้นว่าถูกหรือแพงเพียงใด
Citi Research ระบุว่ายังมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นตลาดเกิดใหม่ในปี 2026 โดยประเมินอัพไซด์ของดัชนี MSCI EM ราว 13% ไปสู่เป้าหมายสิ้นปีที่ 1,540 จุด และคาดการณ์ฉันทามติว่ากำไรต่อหุ้น หรือ EPS จะเติบโตราว 17% ในปี 2026 โดยมีแรงหนุนจากโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed จะลดดอกเบี้ย
แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ “เลือกให้ถูกธีม” มากกว่า “ซื้อทั้งตลาด” เอกสารของ Citi เกี่ยวกับหุ้นจีนและอินเดียมองหุ้นตลาดเกิดใหม่เป็นจุดสนใจเชิงกลยุทธ์ โดยมีปัจจัยหนุนจากพื้นฐานที่แข็งแรง การคาดหวัง Fed ลดดอกเบี้ย และมูลค่าหุ้น AI ที่ยังน่าสนใจ
แกนของมุมมอง Citi มี 3 เรื่องหลัก
กำไรดูแข็งแรงกว่าหลายภูมิภาค
Citi Research คาดว่าตลาดเกิดใหม่จะมีกำไรเติบโตแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาภูมิภาคหลักในปี 2026 โดยฉันทามติคาด EPS โตประมาณ 17%
ดอกเบี้ยสหรัฐฯ อาจเป็นลมส่งท้ายเรือ
Citi ระบุว่าการคาดหวัง Fed ลดดอกเบี้ย บวกกับภาพเศรษฐกิจโลกที่ชะลอแบบนุ่มนวล หรือ soft landing เป็นฉากหลังที่เอื้อต่อหุ้นตลาดเกิดใหม่ ขณะเดียวกัน Citi Wealth มองว่าสภาพแวดล้อมมหภาคช่วงต้นปี 2026 ยังสร้างสรรค์ โดยกำไรบริษัทและการเติบโตโลกได้รับแรงหนุนจากนโยบายการเงินและการคลังที่เอื้อกว่าเดิม
AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าหุ้น EM แล้ว
Citi ระบุในประเด็นสำคัญด้านหุ้นจีนและอินเดียว่า มูลค่าหุ้น AI ที่น่าสนใจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้หุ้นตลาดเกิดใหม่ยังอยู่ในโฟกัส Citi Wealth ยังย้ำว่าเทคโนโลยีเป็นการถือครองหลักระยะยาว และชี้ถึงโอกาสในโครงสร้างพื้นฐาน AI
ธีม AI สำคัญต่อหุ้นตลาดเกิดใหม่เพราะไม่ได้จำกัดอยู่แค่หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ เท่านั้น Citi’s EM Equity Strategy Compass ระบุว่า กลุ่ม EM Tech เพิ่มขึ้นราว 50% นับตั้งแต่การพักมาตรการภาษีศุลกากรระยะแรกของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยได้แรงหนุนจากผลลัพธ์ด้านภาษีที่ไม่รุนแรงเท่าที่กังวล และความเชื่อมั่นที่กลับมาในธีม AI
ในมุมของ Citi ธีม AI ยังกลับมาเด่นผ่านการปรับตัวนำของหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก ส่วนเซมิคอนดักเตอร์คือชิ้นส่วนกลางของเรื่องนี้ รายงานภายนอกที่อ้างถึงเพลย์บุ๊กปี 2026 ของ Citi ระบุว่าเซมิคอนดักเตอร์เป็น “กลุ่มเติบโตที่ชอบ” จากแรงหนุนของความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI และการปรับประมาณการกำไรเชิงบวก
อย่างไรก็ตาม ธีมนี้ไม่ใช่ทางด่วนที่ไร้หลุมบ่อ บทวิเคราะห์ที่เชื่อมโยงกับ Citi ในฝั่งเซมิคอนดักเตอร์ระบุว่า Citi คาดว่า AI supercycle จะต่อเนื่องถึงปี 2026 แต่ก็เตือนว่าสมดุลระหว่างผลตอบแทนกับความเสี่ยงเริ่มน่าสนใจน้อยลง
อีกจุดที่ทำให้เอเชียเกี่ยวข้องกับ AI อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือซัพพลายเชน Citi ระบุว่าไต้หวันอยู่ใจกลางการปฏิวัติ AI เพราะเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญที่ขับเคลื่อนเทคโนโลยีนี้ ภาพรวมจึงทำให้ธีม AI ในตลาดเกิดใหม่ไหลผ่านทั้งฮาร์ดแวร์ ชิป โครงสร้างพื้นฐาน และการปรับประมาณการกำไรของประเทศในเอเชีย
ความเสี่ยงใหญ่ที่สุดคือราคาหุ้นวิ่งนำกำไรไปไกลเกินไป Citi’s Global Equity Quarterly ระบุว่าความกังวลหลักคือมูลค่าหุ้นที่ตึงตัวอาจจำกัดอัพไซด์ในอนาคต หาก EPS ไม่สามารถเติบโตได้ตามที่ตลาดคาด
ความเสี่ยงรายประเทศก็สำคัญไม่แพ้กัน จีนยังมีโจทย์ตลาดอสังหาริมทรัพย์และประชากรสูงวัย แม้จะมีแรงหนุนจากนโยบายพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีและการส่งออก ส่วนอินเดียถูกมองเป็นกลางในรายงานตลาดที่อ้าง Citi เพราะเรื่องราวการเติบโตถูกสะท้อนในมูลค่าหุ้นไปมากแล้ว และยังมีความเสี่ยงด้านค่าเงิน
กลยุทธ์หุ้นตลาดเกิดใหม่ปี 2026 ของ Citi คือการให้น้ำหนักเชิงบวกแบบคัดเลือก โดยวางอยู่บน 3 เสาหลัก ได้แก่ การเติบโตของกำไร การคาดหวัง Fed ลดดอกเบี้ย และธีม AI/เซมิคอนดักเตอร์ ตลาดที่รายงานระบุว่าโดดเด่นคือจีนและเกาหลีใต้ ส่วนอินเดียยังอยู่ในสถานะเป็นกลางมากกว่า
พูดให้ตรงที่สุด: กลยุทธ์นี้จะเวิร์กถ้า EPS ของตลาดเกิดใหม่โตจริงตามคาด และความต้องการชิป/โครงสร้างพื้นฐาน AI ยังหนุนการปรับกำไรขึ้นต่อเนื่อง แต่จะเปราะบางทันทีหากมูลค่าหุ้นตึงขึ้นอีก หรือกำไรออกมาต่ำกว่าที่ตลาดหวัง
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
Citi Research ยังมองบวกต่อหุ้นตลาดเกิดใหม่ปี 2026 โดยให้เป้าหมาย MSCI EM ที่ 1,540 จุด หรือมีอัพไซด์ราว 13% พร้อมคาด EPS เติบโตราว 17% [15]
Citi Research ยังมองบวกต่อหุ้นตลาดเกิดใหม่ปี 2026 โดยให้เป้าหมาย MSCI EM ที่ 1,540 จุด หรือมีอัพไซด์ราว 13% พร้อมคาด EPS เติบโตราว 17% [15] น้ำหนักประเทศที่ชัดในรายงานตลาดคือจีนและเกาหลีใต้ ส่วนอินเดียอยู่ระดับเป็นกลาง เพราะเรื่องการเติบโตสะท้อนในราคาไปมากแล้วและยังมีความเสี่ยงด้านค่าเงิน [7][8]
ธีม AI และเซมิคอนดักเตอร์เป็นแรงหนุนสำคัญ แต่ Citi เตือนว่ามูลค่าหุ้นที่ตึงอาจจำกัดอัพไซด์ หากกำไรต่อหุ้นไม่ออกมาตามคาด [22]