Anthropic ประเมินว่าโมเดลดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงเกินกว่าจะเผยแพร่ทั่วไป จึงร่วมมือกับพันธมิตรที่ได้รับคัดเลือก รวมถึง Cisco เพื่อใช้ความสามารถนี้ในเชิงป้องกัน ผลลัพธ์ทำให้เห็นว่า AI ฟรอนเทียร์อาจค้นหาและใช้ประโยชน์จากข้อบกพร่องของซอฟต์แวร์ได้เร็วกว่าทีมมนุษย์ และทำให้ช่วงเวลาระหว่างการค้นพบช่องโหว่กับการถูกโจมตีหดจากระดับหลายสัปดาห์เหลือเพียงไม่กี่นาที
Cisco จึงเปิดตัว Cisco Live Protect ที่งาน Cisco Live 2026 โดยแนวคิดสำคัญไม่ใช่การแทนที่แพตช์ แต่คือการสร้าง “เกราะชั่วคราว” ให้โครงสร้างพื้นฐานที่ยังต้องเปิดให้บริการอยู่
Cisco Live Protect เป็นความสามารถด้านความปลอดภัยแบบรันไทม์ที่ฝังอยู่ใน NX-OS ระบบปฏิบัติการของสวิตช์ Cisco Nexus โดยผู้ดูแลระบบสามารถติดตั้งมาตรการชดเชยที่ Cisco ตรวจสอบแล้ว หรือที่เรียกว่า shields เพื่อรับมือกับช่องโหว่เฉพาะรายการบนระบบที่กำลังทำงานอยู่ โดยไม่ต้องรีบูต อัปเกรดซอฟต์แวร์ เปิด maintenance window หรือหยุดบริการ
Cisco ย้ำว่า Live Protect ไม่ใช่แพตช์ และไม่สามารถทดแทนการแก้ไขซอฟต์แวร์แบบถาวรได้ หน้าที่ของมันคือปิดช่องว่างระหว่างวันที่มีการเปิดเผยช่องโหว่กับวันที่ทีมโครงสร้างพื้นฐานพร้อมทดสอบ วางแผน และติดตั้งแพตช์ผ่านกระบวนการควบคุมการเปลี่ยนแปลงตามปกติ
Cisco เปรียบเทียบ Live Protect ว่าเป็น “ระบบภูมิคุ้มกันดิจิทัล” สำหรับผลิตภัณฑ์ของบริษัท ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงได้ทันทีโดยไม่ต้องรอรอบบำรุงรักษาครั้งถัดไป
เบื้องหลัง Live Protect ใช้ eBPF หรือ extended Berkeley Packet Filter ร่วมกับ Tetragon เทคโนโลยีที่พัฒนาโดยทีม Isovalent ของ Cisco ซึ่งเป็นทีมเดียวกับที่อยู่เบื้องหลังโครงการโอเพนซอร์ส Cilium
eBPF เปิดทางให้นโยบายความปลอดภัยทำงานโดยตรงภายในเคอร์เนลของ control plane บนสวิตช์ ทำให้ระบบมองเห็นบริบทของเครื่องได้ครบถ้วนและตอบสนองด้วยความหน่วงต่ำ
แทนที่จะพึ่งพาการเฝ้าระวังจากระบบภายนอกหรือกระบวนการตอบสนองที่อาจล่าช้า Live Protect สามารถสังเกตและควบคุมพฤติกรรมได้ ณ จุดที่คำสั่งกำลังทำงานอยู่ ความสามารถนี้ครอบคลุมการติดตาม system call, กระบวนการ และกิจกรรมของไฟล์ รวมถึงช่วยรับมือช่องโหว่ที่นำไปสู่การยกระดับสิทธิ์และการโจมตี DDoS ต่อ control plane ของเครือข่าย
ผู้ดูแลระบบสามารถจัดการ shields ตามระดับการบังคับใช้งานที่ต้องการได้ 3 โหมด
จุดสำคัญอีกประการคือวงจรชีวิตของ shield เมื่อทีมติดตั้งแพตช์ถาวรและแก้ไขช่องโหว่เรียบร้อยแล้ว shield ที่เกี่ยวข้องจะถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติ แนวทางนี้ช่วยป้องกันไม่ให้มาตรการชั่วคราวกลายเป็นการตั้งค่าค้างในระบบการผลิต ซึ่งอาจเพิ่มความซับซ้อนและภาระดูแลในระยะยาว
ปัจจุบัน Live Protect เปิดให้ใช้งานทั่วไปบนสวิตช์ Cisco Nexus 9000 Series และรองรับ N9300 Series Smart Switches โดย Cisco มีแผนขยายความสามารถไปยังผลิตภัณฑ์ในพอร์ตโฟลิโอที่กว้างขึ้น
ในช่วงต้นเดือนเมษายน 2026 Anthropic ระบุว่า Claude Mythos Preview สามารถค้นหาและสร้าง exploit สำหรับช่องโหว่ zero-day ได้ในระบบปฏิบัติการและเว็บเบราว์เซอร์รายใหญ่ทุกกลุ่มที่นำมาทดสอบ ช่องโหว่บางส่วนผ่านการตรวจสอบโดยมนุษย์มานานหลายสิบปีและผ่านการทดสอบความปลอดภัยอัตโนมัติมาแล้วหลายล้านครั้ง
Cisco เป็นหนึ่งในพันธมิตร 12 รายของ Project Glasswing โครงการจำกัดการเข้าถึงที่ Anthropic จัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริษัทต่าง ๆ ใช้ Mythos ค้นหาและแก้ไขช่องโหว่ก่อนที่ผู้โจมตีจะนำไปใช้จริง
ประเด็นนี้สะท้อนว่าการค้นพบช่องโหว่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ไม่ได้เพิ่มเพียงจำนวนปัญหา แต่ยังเพิ่มความเร็วของวงจรการโจมตีด้วย Cisco ระบุว่าโมเดลฟรอนเทียร์อย่าง Claude Mythos สามารถระบุช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ได้อย่างครอบคลุมและรวดเร็วกว่าทีมมนุษย์ ทำให้โมเดลการรอแพตช์แบบเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป
นอกจาก Live Protect แล้ว Cisco ยังประกาศปรับนโยบายการเผยแพร่ข้อมูลช่องโหว่ โดยเริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2026 บริษัทจะเปลี่ยนจากการออกแพตช์ฉุกเฉินแบบไม่เป็นรอบ มาเป็นการเผยแพร่ตามกำหนด เดือนละสองครั้ง
Cisco ระบุว่าการเร่งตัวของการค้นพบช่องโหว่โดย AI เป็นปัจจัยโดยตรงที่ทำให้โมเดลตอบสนองแบบเดิมไม่ยั่งยืนอีกต่อไป
Cisco ยังเปิดตัว Cisco Cloud Control แพลตฟอร์ม AI แบบเอเจนต์สำหรับการดูแลและป้องกันโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่สำคัญ
ระบบสร้างข้อมูล telemetry ข้ามโดเมนจากผลิตภัณฑ์ แพลตฟอร์ม บริการ และเอเจนต์ต่าง ๆ ของ Cisco โดยอาศัย Cisco Data Fabric ที่ทำงานบนแพลตฟอร์ม Splunk เป็นชั้นข้อมูลรวม พร้อมใช้โมเดล AI ที่ออกแบบเฉพาะทางเพื่อช่วยยกระดับการปฏิบัติการ การมองเห็นข้อมูล และสถานะความปลอดภัย
Cisco ยังวาง Cloud Control ให้รองรับการเตรียมเครือข่ายและระบบเข้ารหัสสำหรับภัยคุกคามในยุคหลังควอนตัม หรือ post-quantum threats
อีกหนึ่งบริการที่เปิดตัวคือ Resilient Infrastructure Services กรอบการทำงาน 3 ระยะสำหรับการเสริมความแข็งแกร่งให้โครงสร้างพื้นฐานในยุคที่ AI เร่งความเร็วของการค้นพบช่องโหว่ โดยเริ่มให้บริการในเดือนกรกฎาคม 2026
ทั้ง 3 ระยะไม่ได้ถูกออกแบบให้ทำตามลำดับแบบตายตัว แต่เป็นวงจรที่ทำซ้ำและปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์
ภาพรวมการประกาศใน Cisco Live 2026 สะท้อนการเปลี่ยนแนวคิดด้านความปลอดภัยของ Cisco จากการมองแพตช์เป็นงานบำรุงรักษาตามรอบ ไปสู่การป้องกันช่องโหว่ที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง
Live Protect ทำหน้าที่เป็นเกราะรันไทม์ที่ติดตั้งบนระบบซึ่งยังให้บริการอยู่ ขณะที่นโยบายการเปิดเผยช่องโหว่แบบเป็นรอบช่วยให้ลูกค้าวางแผนได้ล่วงหน้า และ Resilient Infrastructure Services ช่วยจัดโครงสร้างการประเมิน แก้ไข และเสริมความแข็งแกร่งในระยะยาว
สรุปสั้น ๆ คือ Live Protect ไม่ใช่แพตช์ แต่เป็นเกราะชั่วคราวที่ช่วยซื้อเวลาให้ผู้ดูแลเครือข่าย ในโลกที่ AI อาจค้นพบและใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ได้เร็วกว่าที่องค์กรจะทดสอบและติดตั้งแพตช์ถาวรทัน
Anthropic ประเมินว่าโมเดลดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงเกินกว่าจะเผยแพร่ทั่วไป จึงร่วมมือกับพันธมิตรที่ได้รับคัดเลือก รวมถึง Cisco เพื่อใช้ความสามารถนี้ในเชิงป้องกัน ผลลัพธ์ทำให้เห็นว่า AI ฟรอนเทียร์อาจค้นหาและใช้ประโยชน์จากข้อบกพร่องของซอฟต์แวร์ได้เร็วกว่าทีมมนุษย์ และทำให้ช่วงเวลาระหว่างการค้นพบช่องโหว่กับการถูกโจมตีหดจากระดับหลายสัปดาห์เหลือเพียงไม่กี่นาที
Cisco จึงเปิดตัว Cisco Live Protect ที่งาน Cisco Live 2026 โดยแนวคิดสำคัญไม่ใช่การแทนที่แพตช์ แต่คือการสร้าง “เกราะชั่วคราว” ให้โครงสร้างพื้นฐานที่ยังต้องเปิดให้บริการอยู่
Cisco Live Protect เป็นความสามารถด้านความปลอดภัยแบบรันไทม์ที่ฝังอยู่ใน NX-OS ระบบปฏิบัติการของสวิตช์ Cisco Nexus โดยผู้ดูแลระบบสามารถติดตั้งมาตรการชดเชยที่ Cisco ตรวจสอบแล้ว หรือที่เรียกว่า shields เพื่อรับมือกับช่องโหว่เฉพาะรายการบนระบบที่กำลังทำงานอยู่ โดยไม่ต้องรีบูต อัปเกรดซอฟต์แวร์ เปิด maintenance window หรือหยุดบริการ
Cisco ย้ำว่า Live Protect ไม่ใช่แพตช์ และไม่สามารถทดแทนการแก้ไขซอฟต์แวร์แบบถาวรได้ หน้าที่ของมันคือปิดช่องว่างระหว่างวันที่มีการเปิดเผยช่องโหว่กับวันที่ทีมโครงสร้างพื้นฐานพร้อมทดสอบ วางแผน และติดตั้งแพตช์ผ่านกระบวนการควบคุมการเปลี่ยนแปลงตามปกติ
Cisco เปรียบเทียบ Live Protect ว่าเป็น “ระบบภูมิคุ้มกันดิจิทัล” สำหรับผลิตภัณฑ์ของบริษัท ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงได้ทันทีโดยไม่ต้องรอรอบบำรุงรักษาครั้งถัดไป
เบื้องหลัง Live Protect ใช้ eBPF หรือ extended Berkeley Packet Filter ร่วมกับ Tetragon เทคโนโลยีที่พัฒนาโดยทีม Isovalent ของ Cisco ซึ่งเป็นทีมเดียวกับที่อยู่เบื้องหลังโครงการโอเพนซอร์ส Cilium
eBPF เปิดทางให้นโยบายความปลอดภัยทำงานโดยตรงภายในเคอร์เนลของ control plane บนสวิตช์ ทำให้ระบบมองเห็นบริบทของเครื่องได้ครบถ้วนและตอบสนองด้วยความหน่วงต่ำ
แทนที่จะพึ่งพาการเฝ้าระวังจากระบบภายนอกหรือกระบวนการตอบสนองที่อาจล่าช้า Live Protect สามารถสังเกตและควบคุมพฤติกรรมได้ ณ จุดที่คำสั่งกำลังทำงานอยู่ ความสามารถนี้ครอบคลุมการติดตาม system call, กระบวนการ และกิจกรรมของไฟล์ รวมถึงช่วยรับมือช่องโหว่ที่นำไปสู่การยกระดับสิทธิ์และการโจมตี DDoS ต่อ control plane ของเครือข่าย
ผู้ดูแลระบบสามารถจัดการ shields ตามระดับการบังคับใช้งานที่ต้องการได้ 3 โหมด
จุดสำคัญอีกประการคือวงจรชีวิตของ shield เมื่อทีมติดตั้งแพตช์ถาวรและแก้ไขช่องโหว่เรียบร้อยแล้ว shield ที่เกี่ยวข้องจะถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติ แนวทางนี้ช่วยป้องกันไม่ให้มาตรการชั่วคราวกลายเป็นการตั้งค่าค้างในระบบการผลิต ซึ่งอาจเพิ่มความซับซ้อนและภาระดูแลในระยะยาว
ปัจจุบัน Live Protect เปิดให้ใช้งานทั่วไปบนสวิตช์ Cisco Nexus 9000 Series และรองรับ N9300 Series Smart Switches โดย Cisco มีแผนขยายความสามารถไปยังผลิตภัณฑ์ในพอร์ตโฟลิโอที่กว้างขึ้น
ในช่วงต้นเดือนเมษายน 2026 Anthropic ระบุว่า Claude Mythos Preview สามารถค้นหาและสร้าง exploit สำหรับช่องโหว่ zero-day ได้ในระบบปฏิบัติการและเว็บเบราว์เซอร์รายใหญ่ทุกกลุ่มที่นำมาทดสอบ ช่องโหว่บางส่วนผ่านการตรวจสอบโดยมนุษย์มานานหลายสิบปีและผ่านการทดสอบความปลอดภัยอัตโนมัติมาแล้วหลายล้านครั้ง
Cisco เป็นหนึ่งในพันธมิตร 12 รายของ Project Glasswing โครงการจำกัดการเข้าถึงที่ Anthropic จัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริษัทต่าง ๆ ใช้ Mythos ค้นหาและแก้ไขช่องโหว่ก่อนที่ผู้โจมตีจะนำไปใช้จริง
ประเด็นนี้สะท้อนว่าการค้นพบช่องโหว่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ไม่ได้เพิ่มเพียงจำนวนปัญหา แต่ยังเพิ่มความเร็วของวงจรการโจมตีด้วย Cisco ระบุว่าโมเดลฟรอนเทียร์อย่าง Claude Mythos สามารถระบุช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ได้อย่างครอบคลุมและรวดเร็วกว่าทีมมนุษย์ ทำให้โมเดลการรอแพตช์แบบเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป
นอกจาก Live Protect แล้ว Cisco ยังประกาศปรับนโยบายการเผยแพร่ข้อมูลช่องโหว่ โดยเริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2026 บริษัทจะเปลี่ยนจากการออกแพตช์ฉุกเฉินแบบไม่เป็นรอบ มาเป็นการเผยแพร่ตามกำหนด เดือนละสองครั้ง
Cisco ระบุว่าการเร่งตัวของการค้นพบช่องโหว่โดย AI เป็นปัจจัยโดยตรงที่ทำให้โมเดลตอบสนองแบบเดิมไม่ยั่งยืนอีกต่อไป
Cisco ยังเปิดตัว Cisco Cloud Control แพลตฟอร์ม AI แบบเอเจนต์สำหรับการดูแลและป้องกันโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่สำคัญ
ระบบสร้างข้อมูล telemetry ข้ามโดเมนจากผลิตภัณฑ์ แพลตฟอร์ม บริการ และเอเจนต์ต่าง ๆ ของ Cisco โดยอาศัย Cisco Data Fabric ที่ทำงานบนแพลตฟอร์ม Splunk เป็นชั้นข้อมูลรวม พร้อมใช้โมเดล AI ที่ออกแบบเฉพาะทางเพื่อช่วยยกระดับการปฏิบัติการ การมองเห็นข้อมูล และสถานะความปลอดภัย
Cisco ยังวาง Cloud Control ให้รองรับการเตรียมเครือข่ายและระบบเข้ารหัสสำหรับภัยคุกคามในยุคหลังควอนตัม หรือ post-quantum threats
อีกหนึ่งบริการที่เปิดตัวคือ Resilient Infrastructure Services กรอบการทำงาน 3 ระยะสำหรับการเสริมความแข็งแกร่งให้โครงสร้างพื้นฐานในยุคที่ AI เร่งความเร็วของการค้นพบช่องโหว่ โดยเริ่มให้บริการในเดือนกรกฎาคม 2026
ทั้ง 3 ระยะไม่ได้ถูกออกแบบให้ทำตามลำดับแบบตายตัว แต่เป็นวงจรที่ทำซ้ำและปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์
ภาพรวมการประกาศใน Cisco Live 2026 สะท้อนการเปลี่ยนแนวคิดด้านความปลอดภัยของ Cisco จากการมองแพตช์เป็นงานบำรุงรักษาตามรอบ ไปสู่การป้องกันช่องโหว่ที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง
Live Protect ทำหน้าที่เป็นเกราะรันไทม์ที่ติดตั้งบนระบบซึ่งยังให้บริการอยู่ ขณะที่นโยบายการเปิดเผยช่องโหว่แบบเป็นรอบช่วยให้ลูกค้าวางแผนได้ล่วงหน้า และ Resilient Infrastructure Services ช่วยจัดโครงสร้างการประเมิน แก้ไข และเสริมความแข็งแกร่งในระยะยาว
สรุปสั้น ๆ คือ Live Protect ไม่ใช่แพตช์ แต่เป็นเกราะชั่วคราวที่ช่วยซื้อเวลาให้ผู้ดูแลเครือข่าย ในโลกที่ AI อาจค้นพบและใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ได้เร็วกว่าที่องค์กรจะทดสอบและติดตั้งแพตช์ถาวรทัน