จีนวิจารณ์แผนญี่ปุ่นที่อาจเพิ่มงบความมั่นคงจาก 2% ของ GDP ไปสู่ 3–5% โดยเตือนประเทศเอเชีย‑แปซิฟิกให้ระวังสิ่งที่เรียกว่า “นีโอทหารนิยม” ของญี่ปุ่น ขณะที่โตเกียวยืนยันว่าเป็นการป้องกันตนเอง งบกลาโหมของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นรวดเร็ว: ปี 2024 อยู่ที่ประมาณ 55.3 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 21% จากปี 2023 และ 49% จากปี 2015 และเพิ...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What is China’s response to Japan’s proposed plan to increase security-related spending from the current 2% of GDP to potentially 3–5%, why. Article summary: China’s response is a sharp public denunciation: Beijing says any move by Japan to push security spending beyond its current 2 percent of GDP would further expose what it calls Tokyo’s drive toward “remilitarization” and. Topic tags: general, general web, user generated, news, education. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "... 2 percent of GDP. "The increase in China's defense budget is characterized by a reasonable, moderate, and restrained growth," Jiang said." source context "China rejects Japan's 'China threat' claims, says Tokyo using excuses to expand military - Chinadaily.com.cn" Reference image 2: visual sub
ความตึงเครียดด้านความมั่นคงในเอเชียตะวันออกกำลังเพิ่มขึ้น หลังญี่ปุ่นพิจารณาขยายงบด้านความมั่นคงอย่างมาก และจีนตอบโต้ด้วยการเตือนประเทศในภูมิภาคให้ระวังสิ่งที่เรียกว่า “นีโอทหารนิยม” ของญี่ปุ่น
โตเกียวกำลังเดินหน้าปรับนโยบายด้านกลาโหมครั้งใหญ่ โดยมีแผนเพิ่มงบความมั่นคงจากเป้าหมายเดิมประมาณ 2% ของ GDP และอาจพิจารณาขยับขึ้นไปถึง 3–5% ของ GDP ในอนาคต ขณะที่ปักกิ่งมองว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนความพยายามฟื้นบทบาททางทหารของญี่ปุ่น
เจ้าหน้าที่จีนออกแถลงการณ์วิจารณ์การเพิ่มงบกลาโหมของญี่ปุ่นอย่างเปิดเผย โดยระบุว่าแผนงบประมาณที่เพิ่มขึ้นสะท้อน “แรงจูงใจในการทำให้ญี่ปุ่นกลับมามีบทบาททางทหารอีกครั้ง และฟื้นลัทธิทหารนิยม” หลังจากที่ญี่ปุ่นจำกัดบทบาทกองทัพมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง
ปักกิ่งยังวิจารณ์ภาษาที่ใช้ในนโยบายความมั่นคงของญี่ปุ่น เช่นคำว่า “การป้องกันตนเอง” หรือ “ความสามารถในการโจมตีตอบโต้ (counterstrike)” โดยมองว่าคำเหล่านี้ถูกใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการขยายบทบาททางทหารของประเทศ
เนื่องจากประวัติศาสตร์ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองที่ญี่ปุ่นเคยรุกรานหลายประเทศในเอเชีย จีนจึงมักเตือนประเทศในเอเชีย‑แปซิฟิกให้ระมัดระวังการกลับมาของสิ่งที่เรียกว่า “นีโอทหารนิยม” ของญี่ปุ่น ข้อกังวลนี้ยังสะท้อนความวิตกของปักกิ่งต่อการที่ญี่ปุ่นกำลังกลายเป็นกำลังทหารที่แข็งแกร่งมากขึ้นและผนวกเข้ากับโครงสร้างความมั่นคงที่สหรัฐฯ เป็นผู้นำ
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นรักษาระดับงบกลาโหมไว้ค่อนข้างต่ำ โดยใช้จ่ายประมาณ 1% ของ GDP เป็นเวลาหลายทศวรรษ
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่า
รัฐบาลญี่ปุ่นมีแผนเพิ่มงบความมั่นคงรวมให้ถึง ประมาณ 2% ของ GDP ภายในปี 2027 ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นสองเท่าจากมาตรฐานหลังสงครามที่เคยยึดถือมายาวนาน
ขณะเดียวกัน พรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ยังเริ่มศึกษาความเป็นไปได้ในการเพิ่มงบไปสู่ 3–5% ของ GDP โดยส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลจากการถกเถียงเรื่องการแบ่งภาระด้านกลาโหมของประเทศพันธมิตรและกลุ่ม NATO
การขยายงบประมาณยังสะท้อนผ่านการจัดซื้ออาวุธและเทคโนโลยีทางทหารใหม่ ๆ
ข้อมูลจากการวิเคราะห์ของ SIPRI ระบุว่า การนำเข้าอาวุธของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นประมาณ 155% ในช่วงปี 2019–2023 เมื่อเทียบกับช่วงปี 2014–2018 ทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำเข้าอาวุธรายใหญ่ของโลก
งบประมาณจำนวนมากถูกใช้กับโครงการสำคัญ เช่น
โครงการเหล่านี้มุ่งเพิ่มศักยภาพการยับยั้งภัยคุกคาม โดยเฉพาะเพื่อปกป้องหมู่เกาะทางตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่นและน่านน้ำโดยรอบที่มีความตึงเครียดเพิ่มขึ้น
ปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการถกเถียงเรื่องงบกลาโหมคือบทบาทของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงหลักของญี่ปุ่น
วอชิงตันสนับสนุนให้ประเทศพันธมิตรเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหมมานานแล้ว และการหารือในโลกตะวันตกเกี่ยวกับการเพิ่มเป้าหมายงบกลาโหมของ NATO ก็มีส่วนทำให้เกิดการอภิปรายในญี่ปุ่นเกี่ยวกับการเพิ่มงบเกิน 2% ของ GDP
นโยบายด้านความมั่นคงของญี่ปุ่นยังผูกพันอย่างใกล้ชิดกับ พันธมิตรสหรัฐ‑ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเสาหลักของยุทธศาสตร์ความมั่นคงของโตเกียว การเสริมศักยภาพทางทหารจึงถูกมองว่าเป็นวิธีหนึ่งในการเสริมการยับยั้งร่วมและทำให้สหรัฐฯ ยังคงมีบทบาทด้านความมั่นคงในภูมิภาคต่อไป
ผู้นำญี่ปุ่นยืนยันว่าการเพิ่มกำลังทหารมีเป้าหมายเชิงป้องกัน และเป็นผลจากสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว
เอกสารยุทธศาสตร์ของรัฐบาลระบุว่า ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับ “สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่รุนแรงและซับซ้อนที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง” ซึ่งจำเป็นต้องเสริมขีดความสามารถด้านกลาโหมอย่างจริงจัง
ปัจจัยหลักที่ผลักดันการประเมินนี้ ได้แก่
ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของญี่ปุ่นระบุว่า จีนเป็น “ความท้าทายทางยุทธศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุด” ของประเทศ และ เกาหลีเหนือเป็น “ภัยคุกคามร้ายแรงและใกล้ตัว”
จากมุมมองของโตเกียว การเพิ่มขีดความสามารถในการยับยั้ง รวมถึงความสามารถในการโจมตีตอบโต้ฐานยิงขีปนาวุธของฝ่ายตรงข้าม มีเป้าหมายเพื่อ ป้องกันไม่ให้เกิดสงคราม มากกว่าการยั่วยุให้เกิดความขัดแย้ง
ข้อโต้แย้งระหว่างจีนกับญี่ปุ่นสะท้อนการแข่งขันทางยุทธศาสตร์ที่กว้างขึ้นในเอเชียตะวันออก
สำหรับจีน การขยายกำลังทหารของญี่ปุ่นเกี่ยวข้องทั้งกับความทรงจำทางประวัติศาสตร์และความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ญี่ปุ่นมองว่าการเสริมกำลังเป็นการปรับตัวต่อภัยคุกคามใหม่
เมื่อทั้งสองประเทศเดินหน้าเพิ่มขีดความสามารถทางทหาร การถกเถียงเรื่องงบกลาโหมของญี่ปุ่นจึงกลายเป็นหนึ่งในสัญญาณสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสมดุลอำนาจในภูมิภาคเอเชีย‑แปซิฟิก
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
จีนวิจารณ์แผนญี่ปุ่นที่อาจเพิ่มงบความมั่นคงจาก 2% ของ GDP ไปสู่ 3–5% โดยเตือนประเทศเอเชีย‑แปซิฟิกให้ระวังสิ่งที่เรียกว่า “นีโอทหารนิยม” ของญี่ปุ่น ขณะที่โตเกียวยืนยันว่าเป็นการป้องกันตนเอง
จีนวิจารณ์แผนญี่ปุ่นที่อาจเพิ่มงบความมั่นคงจาก 2% ของ GDP ไปสู่ 3–5% โดยเตือนประเทศเอเชีย‑แปซิฟิกให้ระวังสิ่งที่เรียกว่า “นีโอทหารนิยม” ของญี่ปุ่น ขณะที่โตเกียวยืนยันว่าเป็นการป้องกันตนเอง งบกลาโหมของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นรวดเร็ว: ปี 2024 อยู่ที่ประมาณ 55.3 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 21% จากปี 2023 และ 49% จากปี 2015 และเพิ่มเป็นราว 62.2 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025
การเพิ่มกำลังทหารเกี่ยวข้องกับความตึงเครียดในภูมิภาค การประสานงานกับสหรัฐฯ และการพัฒนาความสามารถใหม่ เช่น ขีปนาวุธโจมตีตอบโต้และระบบป้องกันขีปนาวุธ