สมาร์ตโฟนพึ่งพาหน่วยความจำหลักสองประเภท
เมื่อความต้องการหน่วยความจำจากอุตสาหกรรม AI เพิ่มขึ้น ชิปทั้งสองประเภทจึงเริ่มตึงตัวด้านอุปทาน และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นก็ถูกส่งต่อไปยังราคาของอุปกรณ์โดยตรง
ข้อมูลจากรายงานที่เกี่ยวข้องกับ IDC ระบุว่า ราคาขายเฉลี่ยของสมาร์ตโฟนทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 14% ในปี 2026 เป็น 523 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดใหม่ของตลาด
ผลกระทบนี้รุนแรงที่สุดกับโทรศัพท์ราคาประหยัด เพราะต้นทุนหน่วยความจำคิดเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับราคารวมของเครื่อง
บริษัทวิจัยตลาดหลักหลายแห่งเห็นตรงกันว่าตลาดสมาร์ตโฟนปี 2026 จะหดตัว แต่ขนาดของการหดตัวแตกต่างกัน
IDC (มุมมองที่มองลบที่สุด)
IDC คาดว่ายอดส่งมอบสมาร์ตโฟนทั่วโลกจะ ลดลง 12.9% เหลือประมาณ 1.1 พันล้านเครื่องในปี 2026 ซึ่งอาจเป็นการลดลงรุนแรงที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ
Counterpoint Research
รายงานของ Counterpoint ระบุว่า ยอดส่งมอบทั่วโลกลดลง 6% เมื่อเทียบกับปีก่อนในไตรมาส 1 ปี 2026 โดยมีทั้งปัญหาหน่วยความจำและอุปสงค์ผู้บริโภคที่อ่อนตัวเป็นปัจจัยหลัก
Omdia
Omdia มองภาพที่เบากว่า โดยคาดว่า ยอดส่งมอบทั้งปีจะลดลงราว 7% หากแรงกดดันด้านราคาหน่วยความจำเริ่มคลี่คลายในช่วงครึ่งหลังของปี
ข้อมูลของบริษัทวิจัยบางแห่งไม่ตรงกันในช่วงต้นปี
Omdia อธิบายว่าการเติบโตชั่วคราวเกิดจาก การเร่งส่งสินค้าสต็อกล่วงหน้า (inventory front‑loading) ผู้ผลิตส่งสินค้าไปยังผู้จัดจำหน่ายก่อนที่ต้นทุนหน่วยความจำจะเพิ่มขึ้น ทำให้ตัวเลข shipment ดูดีในระยะสั้น แม้ความต้องการจริงจะอ่อนตัว
วิกฤตหน่วยความจำส่งผลต่างกันในแต่ละภูมิภาค
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Omdia ระบุว่ายอดส่งมอบสมาร์ตโฟนในภูมิภาคนี้ ลดลง 9% ในไตรมาส 1 ปี 2026 เหลือ 21.6 ล้านเครื่อง ขณะที่ราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 19% เป็น 349 ดอลลาร์
จีน
ตลาดจีนลดลงเพียงเล็กน้อย โดยยอดส่งมอบ ลดลง 1% เหลือ 69.8 ล้านเครื่อง ในไตรมาสเดียวกัน เนื่องจากต้นทุนชิ้นส่วนที่เพิ่มขึ้นทำให้ผู้ผลิตต้องปรับราคาอุปกรณ์
ตะวันออกกลาง
ภูมิภาคนี้เผชิญแรงกดดันจากทั้งต้นทุนที่สูงขึ้นและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผลให้ยอดส่งมอบลดลงในช่วงต้นปี
โดยรวมแล้ว หลายบริษัทเริ่มให้ความสำคัญกับ กำไรต่อเครื่องมากกว่าปริมาณยอดขาย ในตลาดที่อ่อนไหวต่อราคา
วิกฤตหน่วยความจำกำลังทำให้ช่องว่างระหว่างแบรนด์พรีเมียมกับแบรนด์ราคาประหยัดกว้างขึ้น
ผู้ผลิตระดับไฮเอนด์มีข้อได้เปรียบหลายอย่าง เช่น
ในทางตรงกันข้าม แบรนด์ระดับเริ่มต้นต้องพึ่งพาราคาต่ำและกำไรบาง ทำให้ได้รับผลกระทบจากต้นทุนหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้นมากกว่า
หนึ่งในข้อยกเว้นสำคัญคือ Apple
Counterpoint ระบุว่า Apple เติบโตประมาณ 5% เมื่อเทียบกับปีก่อนในไตรมาส 1 ปี 2026 และครองส่วนแบ่งตลาดโลกประมาณ 21% ทำให้เป็นผู้นำตลาดในไตรมาสแรกของปีเป็นครั้งแรก
นักวิเคราะห์มองว่าความแข็งแกร่งของ Apple มาจาก
ข้อได้เปรียบเหล่านี้ช่วยให้บริษัทรับมือกับต้นทุนชิ้นส่วนที่เพิ่มขึ้นได้ดีกว่าผู้ผลิต Android หลายราย
การคาดการณ์ยังแตกต่างกันในอุตสาหกรรม
การชะลอตัวของตลาดสมาร์ตโฟนในปี 2026 สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
เมื่อการประมวลผล AI ขยายตัวอย่างรวดเร็ว หน่วยความจำประสิทธิภาพสูงกำลังถูกจัดสรรให้กับเซิร์ฟเวอร์และศูนย์ข้อมูลก่อนอุปกรณ์ผู้บริโภค มากขึ้น
Comments
0 comments