ระบบ AI สมัยใหม่ โดยเฉพาะโมเดลขนาดใหญ่ ต้องใช้หน่วยความจำจำนวนมหาศาลในการฝึกและประมวลผลข้อมูล บริษัทคลาวด์รายใหญ่และบริษัท AI จึงสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่และสั่งซื้อชิปหน่วยความจำในปริมาณมหาศาล ทั้ง DRAM, NAND และหน่วยความจำประสิทธิภาพสูงอย่าง HBM
ความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกำลังเปลี่ยนโครงสร้างตลาดเซมิคอนดักเตอร์ ผู้ผลิตชิปจำนวนมากหันไปให้ความสำคัญกับหน่วยความจำสำหรับ AI ซึ่งให้กำไรมากกว่า ส่งผลให้กำลังการผลิตสำหรับอุปกรณ์ผู้บริโภคลดลง
ผลลัพธ์คือ อุปทานชิปเริ่มตึงตัว อุปกรณ์อย่างสมาร์ตโฟน โน้ตบุ๊ก เครื่องเล่นเกม และรถยนต์ ล้วนใช้ระบบหน่วยความจำจากห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน เมื่อ AI ดูดซับชิปไปจำนวนมาก ผู้ผลิตอุปกรณ์เหล่านี้จึงต้องแข่งขันกันเพื่อแย่งชิปที่เหลือ
ข้อมูลจากอุตสาหกรรมสะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วมาก:
สถานการณ์นี้สะท้อนรูปแบบคลาสสิกของตลาด: เมื่ออุปสงค์สูงกว่าอุปทาน ราคาจะเพิ่มขึ้นทั่วทั้งห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์
หน่วยความจำเป็นหนึ่งในส่วนประกอบที่มีราคาแพงที่สุดในสมาร์ตโฟน โดยเฉพาะรุ่นที่มี RAM และพื้นที่เก็บข้อมูลสูง เมื่อราคาชิปเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตเครื่องก็เพิ่มขึ้นทันที
รายงานจากซัพพลายเชนระบุผลกระทบที่เริ่มเกิดขึ้นแล้ว:
ผู้ผลิตจึงต้องเลือกว่าจะ แบกรับต้นทุนเองหรือขึ้นราคาขาย หลายแบรนด์ โดยเฉพาะผู้ผลิตสมาร์ตโฟนจีน เริ่มปรับราคาและแผนผลิตภัณฑ์แล้วเมื่อราคาชิปพุ่งสูงขึ้น
แม้แต่บริษัทใหญ่ เช่น Xiaomi ก็เตือนว่าวิกฤตชิปหน่วยความจำอาจกระทบกำไร หากราคายังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ต่างจากวิกฤตชิประยะสั้นในอดีต นักวิเคราะห์มองว่าสถานการณ์ครั้งนี้อาจยืดเยื้อ เพราะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI กำลังเพิ่มขึ้นเร็วกว่าความสามารถในการขยายโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์
หลายบริษัทวิจัยคาดว่าความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานของหน่วยความจำ อาจดำเนินต่อไปอย่างน้อยถึงปี 2026 และอาจลากยาวถึงปี 2027 ขณะที่ผู้ผลิตเร่งขยายกำลังการผลิต
ปัญหาคือการสร้างโรงงานผลิตชิปใหม่หรือเพิ่มกำลังผลิตใช้เวลาหลายปี ในขณะที่การลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูล AI ทั่วโลกกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ความต้องการชิปยังคงสูงต่อเนื่อง
สำหรับผู้บริโภค แนวโน้มในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าอาจเป็นดังนี้:
หากการผลิตชิปหน่วยความจำเพิ่มขึ้นจนทันความต้องการของ AI ในอนาคต ราคาก็อาจกลับมาทรงตัวได้ แต่ในช่วงนี้ การแข่งขันสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนสมดุลของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และอุปกรณ์ที่เราใช้ทุกวันอย่างสมาร์ตโฟนก็เริ่มได้รับผลกระทบจากคลื่นนี้แล้ว