Aswath Damodaran เตือนว่าการลงทุนใน AI ปัจจุบันแตกต่างจากยุคดอทคอมอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเป็น 'การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์' และใช้หนี้สินเป็นหลัก ถ้าเกิดการปรับฐานจะไม่จบแค่ตลาดหุ้น แต่จะลุก... การสำรวจของ Bank of America พบว่าผู้จัดการกองทุนกว่า 70% ที่บริหารสินทรัพย์รวม 550,000 ล้านดอลลา...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What is Aswath Damodaran's warning about the AI investment boom, and how does he argue that the nature of the risk differs from the dot-com. Article summary: Aswath Damodaran warns that the AI investment boom poses risks **more severe and broader in economic impact** than the dot-com crash, primarily because today's boom is built on massive, debt-financed physical infrastruct. Topic tags: general, general web, user generated, news. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts wi
Aswath Damodaran ศาสตราจารย์ด้านการเงินแห่ง NYU Stern ผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็น 'ดีนแห่งการประเมินมูลค่า' (Dean of Valuation) ออกมาเตือนว่ากระแสการลงทุนใน AI ที่กำลังคึกคักอยู่ในขณะนี้มีความเสี่ยงที่ แตกต่างในเชิงโครงสร้างและอาจเป็นอันตรายมากกว่า วิกฤตดอทคอมที่เกิดขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 2000
ข้อโต้แย้งหลักของเขาคือ วงจรการลงทุนในปัจจุบันสร้างขึ้นบน โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพขนาดมหึมาที่ใช้หนี้ก้อนโตเป็นเชื้อเพลิง ไม่ใช่บริษัทซอฟต์แวร์ที่ใช้ทุนจากหุ้น (Equity) เป็นหลักเหมือนในอดีต ดังนั้น ถ้าเกิดการปรับฐานขึ้นมา ความเจ็บปวดจะกระจายวงกว้างกว่าตลาดหุ้นมาก
เพื่อให้เข้าใจคำเตือนของ Damodaran เราต้องย้อนดูว่าทำไมวิกฤตดอทคอมถึงไม่ทำลายเศรษฐกิจในวงกว้างนัก
ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 กระแสอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่เกี่ยวกับซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชัน ค่าใช้จ่ายด้านทุน (CapEx) น้อยมาก บริษัทส่วนใหญ่ระดมทุนผ่านหุ้น (Equity) เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นจาก Venture Capital หรือการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะ (IPO) เมื่อฟองสบู่แตก ผู้ถือหุ้นรับความเสียหายไปถึง 80-90% ความเสียหายนั้นเจ็บปวดสำหรับนักลงทุน แต่ก็จำกัดอยู่แค่ในตลาดหุ้น ไม่มีกลไกที่ทำให้ความสูญเสียกระจายไปถึงระบบธนาคารหรือเศรษฐกิจจริงในวงกว้าง
กระแส AI ในวันนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิง Damodaran เรียกวงจรการลงทุนปัจจุบันว่า “การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา”
บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่กำลังทุ่มเทเงินหลายล้านล้านดอลลาร์ไปกับดาต้าเซ็นเตอร์ ฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ ระบบโครงข่ายไฟฟ้า และระบบประปา สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่โค้ดที่รันบนเซิร์ฟเวอร์อีกต่อไป แต่มันคือปูน เหล็ก และหอหล่อเย็น
จุดสำคัญคือ การใช้จ่ายส่วนใหญ่ในครั้งนี้พึ่งพา หนี้สิน (Debt) โดยเฉพาะจาก ตลาดสินเชื่อเอกชน (Private Credit) ไม่ใช่ธนาคารแบบดั้งเดิม
“ปัญหาของ AI capex boom คือมันไม่เพียงแต่ใหญ่โต แต่ส่วนใหญ่ก็ใช้หนี้เป็นแหล่งทุน” Damodaran กล่าว
ถ้ารายได้จาก AI ไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นถึงขนาดของการลงทุนได้ บริษัทที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวอาจเผชิญกับความเสี่ยงและผิดนัดชำระหนี้ และปัญหาจะไม่จำกัดอยู่แค่ตัวบริษัท แต่จะลุกลามไปถึงกองทุนสินเชื่อเอกชน ผู้ให้กู้ และระบบการเงินในวงกว้าง
Damodaran โต้แย้งว่าผลที่ตามมาจากการปรับฐานของ AI จะรุนแรงกว่าด้วยเหตุผลหลัก 3 ประการ:
เชื้อไฟลามเกินตลาดหุ้น การผิดนัดชำระหนี้จะฉุดกองทุนสินเชื่อเอกชน ธนาคาร และระบบสินเชื่อโดยรวมลงไปด้วย ไม่ใช่แค่ราคาหุ้น ซึ่งต่างจากยุคดอทคอมที่ส่วนใหญ่เป็นเหตุการณ์ในตลาดหุ้น การปรับฐานของ AI อาจเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความตึงเครียดให้กับทั้งระบบการเงิน
แผลเป็นทางเศรษฐกิจมหภาค “สิ่งนี้สร้างความหวาดกลัวต่อเศรษฐกิจมหภาคมากกว่ายุคดอทคอมมาก” Damodaran กล่าว การก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ บริษัทพลังงาน และระบบประปา ล้วนเชื่อมโยงกับวงจรการลงทุนของ AI การชะลอตัวจะส่งผลกระทบต่อการจ้างงาน ความต้องการใช้พลังงาน และการก่อสร้าง ซึ่งกระทบต่อเศรษฐกิจจริง ไม่ใช่แค่พอร์ตการลงทุน
การใช้จ่ายเกินตัวโดยไม่เคยมีมาก่อน Damodaran ชี้ว่าเศรษฐกิจปัจจุบันส่วนใหญ่ “เป็นคำมั่นสัญญามากกว่าการส่งมอบจริง” และเตือนว่า “โดยรวมแล้ว เราอาจกำลังใช้จ่ายมากเกินไป” ในระดับที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
“เมื่อการปรับฐานมาถึง” เขากล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 “มันจะเลวร้ายกว่า มันจะเป็นวงกว้างกว่า มันจะไม่ใช่แค่การปรับฐานของบริษัทเทคโนโลยี”
Damodaran ไม่ใช่คนเดียวที่ส่งสัญญาณเตือน สถาบันใหญ่และนักวิเคราะห์หลายรายก็แสดงความกังวลเช่นกัน:
สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่า Damodaran ไม่ได้ โต้แย้งว่าหรือ AI ไม่มีค่าหรือมันจะล้มเหลวในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ความกังวลของเขาอยู่ที่ โครงสร้างและการเงินของวงจรการลงทุน ไม่ใช่เทคโนโลยี
อันตรายในมุมมองของเขาคือ ความมั่นใจมากเกินไปและการใช้จ่ายด้านทุนที่พึ่งพาหนี้สินได้สร้างสถานการณ์ที่ความผิดหวังใดๆ ก็ตามจะถูกขยายผ่านระบบสินเชื่อและกระจายไปสู่เศรษฐกิจในวงกว้าง
คำเตือนหลักของ Damodaran ชัดเจน: การลงทุนใน AI แตกต่างจากยุคดอทคอมในแง่ที่ทำให้การตกต่ำครั้งต่อไปอาจรุนแรงกว่า การใช้จ่ายโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพที่พึ่งพาหนี้สินหมายความว่าเมื่อถึงเวลาที่ต้องปรับตัว — ซึ่งในมุมมองของเขา มันคือ 'เมื่อไร' ไม่ใช่ 'ถ้า' — ความเจ็บปวดจะเป็น 'วงกว้างกว่า'
นักลงทุน ผู้กำหนดนโยบาย และผู้นำธุรกิจควรให้ความสนใจกับงบดุลเบื้องหลังการสร้าง AI ไม่ใช่แค่คำมั่นสัญญาของเทคโนโลยีเท่านั้น
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
Aswath Damodaran เตือนว่าการลงทุนใน AI ปัจจุบันแตกต่างจากยุคดอทคอมอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเป็น 'การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์' และใช้หนี้สินเป็นหลัก ถ้าเกิดการปรับฐานจะไม่จบแค่ตลาดหุ้น แต่จะลุก...
Aswath Damodaran เตือนว่าการลงทุนใน AI ปัจจุบันแตกต่างจากยุคดอทคอมอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเป็น 'การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์' และใช้หนี้สินเป็นหลัก ถ้าเกิดการปรับฐานจะไม่จบแค่ตลาดหุ้น แต่จะลุก... การสำรวจของ Bank of America พบว่าผู้จัดการกองทุนกว่า 70% ที่บริหารสินทรัพย์รวม 550,000 ล้านดอลลาร์ เชื่อว่าบริษัทต่างๆ กำลังลงทุนมากเกินไปใน AI ซึ่งเป็นสถิติที่ไม่เคยเห็นมานับตั้งแต่ปี 2005
ธนาคารกลางอังกฤษเตือนว่าการใช้จ่ายด้าน AI ที่พึ่งพาหนี้อาจ 'คลี่คลาย' ได้เมื่อใดก็ได้ เนื่องจากมูลค่าตลาดหุ้น 'ตึงตัวเกินไป' และสัญญาณเตือนเริ่มปรากฏในตลาดเครดิต