ยอดจัดส่งสมาร์ทโฟนทั่วโลกปี 2026 มีแนวโน้มลดลง 2.1% จากปัญหาขาดแคลนชิปหน่วยความจำที่ขับเคลื่อนโดยฝั่งอุปทาน ตามรายงานของ Counterpoint Research ซึ่งข้อมูลไตรมาสแรกพบว่าหดตัวไปแล้ว 6% เมื่อเทียบกับปีก่อน หัวเว่ยเป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนจีนรายใหญ่เพียงรายเดียวที่คาดว่าจะเพิ่มยอดส่งมอบได้ในช่วงต้นปี 2026 เนื่องจากพอร์ตโฟลิโอท...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What impact are surging memory chip prices having on China's smartphone makers, particularly Huawei, and what is the projected effect on glo. Article summary: ## Impact on China's Smartphone Makers. Topic tags: general, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "# Huawei defies memory chip squeeze hurting Xiaomi smartphones. ### As the memory price surge squeezes Chinese brands like Xiaomi, Huawei is likely to be the only brand to grow shi" source context "Huawei to hold the line as memory price surge hits China's ..." Reference image 2: visual subject "# China's smartphone makers adjust strategies to combat rising costs. As global smartphone shipments are on pace for their worst since 2013, China's mid-range market — the sales li" source context "C
ตลาดสมาร์ทโฟนของจีนกำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดนับตั้งแต่ยุคโควิดระบาด จากวิกฤตการณ์ราคาชิปหน่วยความจำ (Memory Chip) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ปัญหาที่ดูเหมือนจะเกิดจากฝั่งอุปทานสำหรับ Data Center ด้าน AI ได้สร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่มาสู่ตลาดอุปกรณ์ผู้บริโภคอย่างรุนแรง ภายในไตรมาสแรกของปี 2026 ราคา Mobile DRAM พุ่งขึ้นถึง 151% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ราคา NAND Flash พุ่งทะยานสูงถึง 360%
นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาต้นทุนทางธุรกิจ แต่มันกำลังเปลี่ยนโฉมโครงสร้างผลิตภัณฑ์, กลยุทธ์ราคา, และภูมิทัศน์ทางการแข่งขันของตลาดจีนไปอย่างสิ้นเชิง
การพุ่งขึ้นของราคาส่งผลให้ผู้ผลิตต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดและเปิดเผย ในเดือนมีนาคม 2026 OPPO และ Vivo ได้ประกาศขึ้นราคาขายปลีกของสมาร์ทโฟนหลายรุ่นอย่างเป็นทางการ โดยให้เหตุผลโดยตรงถึงต้นทุนชิปหน่วยความจำที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แบรนด์อื่นๆ ในประเทศอย่าง Honor, Xiaomi และอีกหลายรายก็อยู่ภายใต้แรงกดดันที่คล้ายคลึงกัน โดยข้อมูลจากแหล่งข่าวในซัพพลายเชนระบุว่า ต้นทุนการจัดซื้อชิปหน่วยความจำสูงกว่าปีก่อนหน้ามากกว่า 80% และยังไม่มีสัญญาณว่าจะคลี่คลาย
ผลกระทบนั้นแตกต่างกันไปตามส่วนตลาด ตลาดล่าง (Low-End Market) ที่มีมาร์จิ้นต่ำอยู่แล้วได้รับความเสียหายหนักที่สุด ต้นทุนวัตถุดิบ (Bill-of-Materials - BoM) สำหรับโทรศัพท์ราคาต่ำกว่า 200 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7,000 บาท) เพิ่มขึ้น 20-30% ตามข้อมูลของ Counterpoint สิ่งนี้ทำให้ผู้ผลิตหลายรายต้องถอยกลับมาใช้กลยุทธ์ที่ไม่สบายใจนัก นั่นคือการลดปริมาณการส่งมอบรุ่นเริ่มต้น และในบางกรณีก็ต้องลดสเปกภายในลงเพื่อรักษาระดับราคาเดิมไว้
ผลลัพธ์สุทธิในไตรมาส 1 ปี 2026 คือตลาดจีนโดยรวมหดตัวลง 1.6% โดยยอดส่งมอบของ Xiaomi ร่วงลงถึง 18% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านี้ เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงเมื่อต้องเผชิญกับราคาที่สูงขึ้น
ท่ามกลางภาวะขาลงที่เกิดขึ้นในวงกว้าง หัวเว่ย (Huawei) ถือเป็นข้อยกเว้นที่น่าสังเกต ข้อมูลจาก Counterpoint ระบุว่า หัวเว่ยเป็นแบรนด์จีนรายใหญ่เพียงรายเดียวที่คาดว่าจะสามารถเพิ่มยอดส่งมอบได้ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ความแข็งแกร่งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ในขณะที่แบรนด์อย่าง Xiaomi และ Transsion ต้องพึ่งพารุ่นเริ่มต้นที่เน้นปริมาณและอ่อนไหวต่อราคาเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นกลุ่มที่แทบจะผลักภาระต้นทุนไปให้ผู้บริโภคไม่ได้ หัวเว่ยกลับมีจุดแข็งอยู่ที่ตลาดพรีเมียม
ฐานลูกค้าของหัวเว่ยมีความอ่อนไหวต่อการขึ้นราคา 100 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3,500 บาท) น้อยกว่ามาก ทำให้บริษัทสามารถรับภาระหรือผลักภาระต้นทุนส่วนประกอบได้ โดยไม่กระทบต่ออุปสงค์มากนัก ผลก็คือ แม้ตลาดในประเทศโดยรวมจะดิ้นรนและต้นทุนหน่วยความจำจะพุ่งสู่จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หัวเว่ยก็ยังสามารถรักษาตำแหน่งผู้นำส่วนแบ่งการตลาดในจีนสำหรับทั้งปี 2025 ไว้ได้ ด้วยส่วนแบ่ง 16.9% ก่อนที่วิกฤตหน่วยความจำจะทวีความรุนแรงขึ้น การวางตำแหน่งตลาดบนเชิงกลยุทธ์นี้ ได้เปลี่ยนวิกฤตซัพพลายเชนให้กลายเป็นเกราะป้องกันทางการแข่งขัน
Counterpoint Research ได้ปรับลดประมาณการยอดจัดส่งสมาร์ทโฟนทั่วโลกลงอย่างมาก โดยปัจจุบันคาดการณ์ว่า ยอดจัดส่งทั่วโลกจะลดลง 2.1% ในปี 2026 ซึ่งเป็นการปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากมุมมองเดิมที่คาดว่าจะทรงตัวหรือเติบโตเล็กน้อย บริษัทระบุอย่างชัดเจนว่า "ต้นทุนส่วนประกอบที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว" จากการขาดแคลนชิปหน่วยความจำเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
ข้อมูลเบื้องต้นนั้นเลวร้ายยิ่งกว่าที่คาดการณ์ทั้งปีบอกไว้ ในไตรมาส 1 ปี 2026 ยอดจัดส่งทั่วโลกหดตัวลง 6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจากปัญหาการขาดแคลน DRAM และ NAND ได้รบกวนการผลิตของบรรดาผู้ผลิต (OEM) และซ้ำเติมความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่อ่อนแออยู่แล้ว ความเจ็บปวดนี้ไม่ได้กระจายตัวอย่างเท่าเทียม Counterpoint ระบุว่า Apple และ Samsung อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดในการฝ่าฟันอุปสรรคนี้ ด้วยขนาดที่ใหญ่โต, การควบคุมซัพพลายเชน, และอำนาจการตั้งราคาของแบรนด์พรีเมียม
ตามความเป็นจริงแล้ว Apple สามารถเพิ่มยอดจัดส่งได้ถึง 5% ในไตรมาส 1 ปี 2026 ขึ้นเป็นผู้นำตลาดโลกเป็นครั้งแรกในไตรมาสแรกของปี
สาเหตุที่แท้จริงของวิกฤตนี้มาจากต้นน้ำของอุตสาหกรรม ยักษ์ใหญ่หน่วยความจำอย่าง Samsung, SK Hynix, และ Micron ได้เปลี่ยนกำลังการผลิตไปยังหน่วยความจำแบนด์วิธสูง (High-Bandwidth Memory - HBM) สำหรับ Data Center ด้าน AI อย่างท่วมท้น การเปลี่ยนทิศทางนี้ทำให้ซัพพลายเชนสำหรับอุปกรณ์มือถือและพีซีที่ใช้ DRAM และ NAND ทั่วไปขาดแคลนอย่างหนัก ส่งผลให้ราคาพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่ผู้ผลิตอุปกรณ์ผู้บริโภคต้องแข่งขันกันอย่างหนักเพื่อแย่งชิงอุปทานที่เหลืออยู่ ความเห็นพ้องจากบรรดานักวิเคราะห์อุตสาหกรรมบ่งชี้ว่า การขาดแคลนหน่วยความจำนี้มีแนวโน้มจะยืดเยื้อไปจนถึงปี 2027
อุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนกำลังต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบในภูมิทัศน์ของเซมิคอนดักเตอร์ เมื่อความต้องการหน่วยความจำที่ไม่มีที่สิ้นสุดของ AI เริ่มกำหนดราคาของโทรศัพท์ระดับกลางในกรุงเทพฯ หรือปักกิ่ง กฎเก่าของซัพพลายเชนก็ใช้ไม่ได้อีกต่อไป สำหรับแบรนด์จีนแล้ว ความสามารถในการขยับขึ้นไปเล่นในตลาดบนอย่างที่หัวเว่ยทำ อาจจะไม่ใช่แค่กลยุทธ์เพื่อการเติบโตอีกต่อไป แต่เป็นกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอด
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
ยอดจัดส่งสมาร์ทโฟนทั่วโลกปี 2026 มีแนวโน้มลดลง 2.1% จากปัญหาขาดแคลนชิปหน่วยความจำที่ขับเคลื่อนโดยฝั่งอุปทาน ตามรายงานของ Counterpoint Research ซึ่งข้อมูลไตรมาสแรกพบว่าหดตัวไปแล้ว 6% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ยอดจัดส่งสมาร์ทโฟนทั่วโลกปี 2026 มีแนวโน้มลดลง 2.1% จากปัญหาขาดแคลนชิปหน่วยความจำที่ขับเคลื่อนโดยฝั่งอุปทาน ตามรายงานของ Counterpoint Research ซึ่งข้อมูลไตรมาสแรกพบว่าหดตัวไปแล้ว 6% เมื่อเทียบกับปีก่อน หัวเว่ยเป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนจีนรายใหญ่เพียงรายเดียวที่คาดว่าจะเพิ่มยอดส่งมอบได้ในช่วงต้นปี 2026 เนื่องจากพอร์ตโฟลิโอที่เน้นตลาดพรีเมียมเป็นหลัก ซึ่งมีฐานลูกค้าที่อ่อนไหวต่อราคาน้อยกว่า
ต้นตอของวิกฤตคือความต้องการสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ AI โดย Samsung, SK Hynix และ Micron ต่างหันไปผลิต HBM ที่มีกำไรสูง ส่งผลให้อุปทาน DRAM และ NAND สำหรับมือถือและพีซีหดตัวอย่างรุนแรง