ราคาที่เพิ่มขึ้นมหาศาลนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงรุ่นเดียวเท่านั้น วิกฤตขาดแคลนชิปหน่วยความจำทั่วโลกที่กำลังดำเนินอยู่นี้กำลังผลักดันให้ราคาของการ์ดจอเกือบทุกรุ่นจากค่าย Nvidia RTX 50 Series และ AMD RX 9000 Series สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การขึ้นราคาของ RTX PRO 6000 Blackwell ไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่เป็นการปรับขึ้นเป็นจังหวะ ๆ ถึง 2 ครั้งใหญ่ :
| ช่วงเวลา | ราคา | การเปลี่ยนแปลง | แหล่งที่มา |
|---|---|---|---|
| มีนาคม 2025 (เปิดตัว) | ~8,565 ดอลลาร์ (ราคาพรีออเดอร์ต่ำสุด 7,673 ดอลลาร์) | ราคาเริ่มต้น | |
| มิถุนายน 2026 | 13,250 ดอลลาร์ (Nvidia Marketplace) | +55% ใน ~15 เดือน | |
| สิงหาคม 2026 | 16,000 ดอลลาร์ (Nvidia Marketplace) | +20.8% ใน 2 เดือน; +87% เทียบกับตอนเปิดตัว |
ถึงแม้ว่าราคาในร้านค้าปลีกอย่าง Amazon และ eBay ช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2026 จะยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเล็กน้อย (ประมาณ 10,900 - 12,400 ดอลลาร์) แต่ราคาอย่างเป็นทางการของ Nvidia ได้กลายเป็นเพดานราคาสูงสุด และร้านค้าปลีกต่างก็เริ่มปรับราคาตามอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่น่าสนใจคือ Nvidia ไม่เคยประกาศการขึ้นราคาอย่างเป็นทางการ ไม่มีการออกข่าวประชาสัมพันธ์ หรือแม้แต่การอัปเดตราคา MSRP (ราคาแนะนำ) พวกเขาเพียงแค่เปลี่ยนตัวเลขบนเว็บไซต์ Marketplace ของตนเท่านั้น จึงถูกเรียกว่า "Stealth Price Hike" หรือการขึ้นราคาแบบไม่ให้ใครรู้ตัว
สาเหตุหลักมาจากภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำ GDDR7 อย่างรุนแรงทั่วโลก การ์ด RTX PRO 6000 มาพร้อมกับหน่วยความจำ GDDR7 ECC ขนาดมหึมาถึง 96 GB ซึ่งถือเป็น VRAM ที่มากที่สุดในการ์ดจอเดสก์ท็อป ทำให้การ์ดรุ่นนี้มีความอ่อนไหวต่อปัญหาอุปทานของหน่วยความจำมากที่สุด
ในยุคนี้ ค่าหน่วยความจำกลายเป็นต้นทุนที่แพงที่สุดในการผลิต GPU ตัวหนึ่ง จากรายงานระบุว่า บนการ์ด RTX 5090 สำหรับผู้บริโภคทั่วไป ต้นทุนของ VRAM เพียงอย่างเดียวคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 80% ของต้นทุนรวมทั้งหมด และสำหรับ PRO 6000 ที่มาพร้อมแรม 96 GB ยิ่งทำให้ต้นทุนส่วนนี้สูงขึ้นไปอีก
ศูนย์ข้อมูล AI กำลังประมูลซื้อชิปหน่วยความจำแบบ High-Bandwidth Memory (HBM) และ GDDR7 กันอย่างเมามัน ทำให้อุปทานในตลาดตึงตัวอย่างหนักทั่วทุกเซกเมนต์ เมื่อไม่มีคู่แข่งที่แข็งแกร่งพอในตลาดระดับนี้ Nvidia ก็สามารถผลักภาระต้นทุนทั้งหมดไปให้ผู้บริโภคได้โดยตรง
สถานการณ์ขาดแคลนรุนแรงขึ้นเมื่อสัญญาซื้อขายหน่วยความจำแบบราคาคงที่หมดอายุลงในช่วงปลายปี 2025 การต่อสัญญาใหม่ทั้งหมดล้วนมีราคาที่สูงขึ้นมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ผลิต GPU ทุกรายพร้อมกันในช่วงต้นปี 2026
การขึ้นราคาของ PRO 6000 เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของปัญหาชิปหน่วยความจำที่ส่งผลกระทบต่อ GPU ทุกตลาด :
Nvidia ยังได้แจ้งกับพาร์ทเนอร์ AIB ถึงการขึ้นราคาค่า GPU Kit ที่ครอบคลุมถึงการ์ดรุ่นเก่าที่ใช้ GDDR6 ด้วย นั่นหมายความว่าวิกฤตได้ขยายวงจากรุ่นเรือธง ไปสู่การ์ดระดับกลางและเริ่มต้นที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่าในช่วงแรกแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นการ์ดจอระดับไหน สาเหตุหลักก็คือสิ่งเดียวกัน: ศูนย์ข้อมูล AI บริโภคกำลังการผลิตชิป DRAM และ HBM ส่วนใหญ่ของโลกไปหมด ทำให้ผู้ผลิต GPU ต้องแย่งชิงซัพพลาย GDDR7 และ GDDR6 ที่มีจำกัดในราคาที่พุ่งสูงขึ้น
Tom's Hardware ประมาณการว่าราคา PRO 6000 ที่เพิ่มขึ้นถึง 92% มาจากแรงกดดันด้านอุปทานและอุปสงค์ในตลาด GDDR7 ส่วนที่เหลืออีกเพียง 8% มาจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
ด้วยวิกฤตชิปหน่วยความจำที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะคลี่คลาย Gartner คาดการณ์ว่าภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำอาจคงอยู่ไปจนถึงปี 2027 เป็นอย่างน้อย สำหรับมืออาชีพที่ต้องการการ์ดจอ VRAM สูงสำหรับการทำงานด้าน AI ในพื้นที่ (Local AI Inference) หรือการปรับแต่งโมเดล (Fine-tuning) ต้นทุนได้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลแล้ว ส่วน對於เกมเมอร์และคนที่อยากประกอบคอมพิวเตอร์ส่วนตัว ข้อความที่ชัดเจนคือ ราคา GPU ในปี 2026 ถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยที่อยู่นอกเหนือวงจรซัพพลายเชนปกติ และ "ความสามารถในการเอื้อมถึง" (Affordability) ได้กลายเป็นความท้าทายหลักของตลาดฮาร์ดแวร์ในตอนนี้
ราคาที่เพิ่มขึ้นมหาศาลนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงรุ่นเดียวเท่านั้น วิกฤตขาดแคลนชิปหน่วยความจำทั่วโลกที่กำลังดำเนินอยู่นี้กำลังผลักดันให้ราคาของการ์ดจอเกือบทุกรุ่นจากค่าย Nvidia RTX 50 Series และ AMD RX 9000 Series สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การขึ้นราคาของ RTX PRO 6000 Blackwell ไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่เป็นการปรับขึ้นเป็นจังหวะ ๆ ถึง 2 ครั้งใหญ่ :
| ช่วงเวลา | ราคา | การเปลี่ยนแปลง | แหล่งที่มา |
|---|---|---|---|
| มีนาคม 2025 (เปิดตัว) | ~8,565 ดอลลาร์ (ราคาพรีออเดอร์ต่ำสุด 7,673 ดอลลาร์) | ราคาเริ่มต้น | |
| มิถุนายน 2026 | 13,250 ดอลลาร์ (Nvidia Marketplace) | +55% ใน ~15 เดือน | |
| สิงหาคม 2026 | 16,000 ดอลลาร์ (Nvidia Marketplace) | +20.8% ใน 2 เดือน; +87% เทียบกับตอนเปิดตัว |
ถึงแม้ว่าราคาในร้านค้าปลีกอย่าง Amazon และ eBay ช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2026 จะยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเล็กน้อย (ประมาณ 10,900 - 12,400 ดอลลาร์) แต่ราคาอย่างเป็นทางการของ Nvidia ได้กลายเป็นเพดานราคาสูงสุด และร้านค้าปลีกต่างก็เริ่มปรับราคาตามอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่น่าสนใจคือ Nvidia ไม่เคยประกาศการขึ้นราคาอย่างเป็นทางการ ไม่มีการออกข่าวประชาสัมพันธ์ หรือแม้แต่การอัปเดตราคา MSRP (ราคาแนะนำ) พวกเขาเพียงแค่เปลี่ยนตัวเลขบนเว็บไซต์ Marketplace ของตนเท่านั้น จึงถูกเรียกว่า "Stealth Price Hike" หรือการขึ้นราคาแบบไม่ให้ใครรู้ตัว
สาเหตุหลักมาจากภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำ GDDR7 อย่างรุนแรงทั่วโลก การ์ด RTX PRO 6000 มาพร้อมกับหน่วยความจำ GDDR7 ECC ขนาดมหึมาถึง 96 GB ซึ่งถือเป็น VRAM ที่มากที่สุดในการ์ดจอเดสก์ท็อป ทำให้การ์ดรุ่นนี้มีความอ่อนไหวต่อปัญหาอุปทานของหน่วยความจำมากที่สุด
ในยุคนี้ ค่าหน่วยความจำกลายเป็นต้นทุนที่แพงที่สุดในการผลิต GPU ตัวหนึ่ง จากรายงานระบุว่า บนการ์ด RTX 5090 สำหรับผู้บริโภคทั่วไป ต้นทุนของ VRAM เพียงอย่างเดียวคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 80% ของต้นทุนรวมทั้งหมด และสำหรับ PRO 6000 ที่มาพร้อมแรม 96 GB ยิ่งทำให้ต้นทุนส่วนนี้สูงขึ้นไปอีก
ศูนย์ข้อมูล AI กำลังประมูลซื้อชิปหน่วยความจำแบบ High-Bandwidth Memory (HBM) และ GDDR7 กันอย่างเมามัน ทำให้อุปทานในตลาดตึงตัวอย่างหนักทั่วทุกเซกเมนต์ เมื่อไม่มีคู่แข่งที่แข็งแกร่งพอในตลาดระดับนี้ Nvidia ก็สามารถผลักภาระต้นทุนทั้งหมดไปให้ผู้บริโภคได้โดยตรง
สถานการณ์ขาดแคลนรุนแรงขึ้นเมื่อสัญญาซื้อขายหน่วยความจำแบบราคาคงที่หมดอายุลงในช่วงปลายปี 2025 การต่อสัญญาใหม่ทั้งหมดล้วนมีราคาที่สูงขึ้นมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ผลิต GPU ทุกรายพร้อมกันในช่วงต้นปี 2026
การขึ้นราคาของ PRO 6000 เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของปัญหาชิปหน่วยความจำที่ส่งผลกระทบต่อ GPU ทุกตลาด :
Nvidia ยังได้แจ้งกับพาร์ทเนอร์ AIB ถึงการขึ้นราคาค่า GPU Kit ที่ครอบคลุมถึงการ์ดรุ่นเก่าที่ใช้ GDDR6 ด้วย นั่นหมายความว่าวิกฤตได้ขยายวงจากรุ่นเรือธง ไปสู่การ์ดระดับกลางและเริ่มต้นที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่าในช่วงแรกแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นการ์ดจอระดับไหน สาเหตุหลักก็คือสิ่งเดียวกัน: ศูนย์ข้อมูล AI บริโภคกำลังการผลิตชิป DRAM และ HBM ส่วนใหญ่ของโลกไปหมด ทำให้ผู้ผลิต GPU ต้องแย่งชิงซัพพลาย GDDR7 และ GDDR6 ที่มีจำกัดในราคาที่พุ่งสูงขึ้น
Tom's Hardware ประมาณการว่าราคา PRO 6000 ที่เพิ่มขึ้นถึง 92% มาจากแรงกดดันด้านอุปทานและอุปสงค์ในตลาด GDDR7 ส่วนที่เหลืออีกเพียง 8% มาจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
ด้วยวิกฤตชิปหน่วยความจำที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะคลี่คลาย Gartner คาดการณ์ว่าภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำอาจคงอยู่ไปจนถึงปี 2027 เป็นอย่างน้อย สำหรับมืออาชีพที่ต้องการการ์ดจอ VRAM สูงสำหรับการทำงานด้าน AI ในพื้นที่ (Local AI Inference) หรือการปรับแต่งโมเดล (Fine-tuning) ต้นทุนได้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลแล้ว ส่วน對於เกมเมอร์และคนที่อยากประกอบคอมพิวเตอร์ส่วนตัว ข้อความที่ชัดเจนคือ ราคา GPU ในปี 2026 ถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยที่อยู่นอกเหนือวงจรซัพพลายเชนปกติ และ "ความสามารถในการเอื้อมถึง" (Affordability) ได้กลายเป็นความท้าทายหลักของตลาดฮาร์ดแวร์ในตอนนี้