การขายของนักขุดมีนัยสำคัญแต่น้อยกว่าการถอนเงินของสถาบัน กองทุน Bitcoin ETF แบบ Spot ของสหรัฐฯ มียอดไถ่ถอนสุทธิ เกิน 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.54 แสนล้านบาท) ติดต่อกัน 13 วันในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน 2026 และยอดไถ่ถอนสุทธิในช่วงครึ่งปีแรกเกิน 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.89 แสนล้านบาท) ดังนั้นการไถ่ถอน ETF จึงมีมูลค่ามากกว่าการขายของนักขุดประมาณ 2.5–3 เท่าในรูปของเงินดอลลาร์ ยอดรวมสองเดือน (พฤษภาคม-มิถุนายน) สูงถึงประมาณ 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม การไถ่ถอน ETF ชะลอตัวลงหลังจากถึงจุดสูงสุดในเดือนมิถุนายน ในขณะที่การขายของนักขุดถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยเชิงโครงสร้างและมีแนวโน้มจะยืดเยื้อต่อไป
MARA Holdings นักขุด Bitcoin รายใหญ่ที่สุดในโลกที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เป็นผู้รับผิดชอบส่วนใหญ่ของการขายทั้งหมด โดยขาย 23,093 BTC มูลค่าประมาณ 1.63 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในครึ่งแรกของปี 2026 ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 70,631 ดอลลาร์ต่อ BTC ตามแบบฟอร์ม 10-Q ที่ยื่นเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม การขายครั้งนี้ทำให้ปริมาณสำรองของ MARA ลดลงจาก 53,822 BTC เหลือ 35,577 BTC หรือลดลง 34%
บริษัทนำเงินที่ได้ไปใช้ชำระหนี้ ดำเนินงาน และเปลี่ยนทิศทางไปสู่โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI
นอกจากนี้ MARA ยังขาดทุนสุทธิถึง 1.87 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.5 หมื่นล้านบาท) ในช่วงเวลาดังกล่าว
การขายส่วนใหญ่ 15,133 BTC มูลค่าเกือบ 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เกิดขึ้นในเดือนมีนาคมเพื่อซื้อคืนหุ้นกู้แปลงสภาพ
MARA ยังได้รับเงินกู้ 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐจาก Coinbase และ Two Prime โดยใช้ Bitcoin จำนวน 18,750 BTC เป็นหลักประกัน ซึ่งส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงจากกลยุทธ์สะสมเหรียญเพียงอย่างเดียว ไปสู่กลยุทธ์การจัดการคลังแบบผสมผสานที่ใช้ทั้งการขายและการกู้ยืมที่มีหลักประกัน
แนวโน้มในด้านอุปทานยังคงเป็นลบด้วยเหตุผลหลายประการ:
ความเห็นร่วมกันจากแหล่งข่าวคือ การขายของนักขุด การไถ่ถอนกองทุน ETF และการขายคลังเงินของบริษัท ต่างรวมกันเป็น อุปทานส่วนเกินจากหลายแหล่งที่ยืดเยื้อ (persistent multi-source supply overhang) ซึ่งยังคงกดดันการฟื้นตัวของราคา Bitcoin เว้นแต่ว่าความต้องการจะกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ