หลังจากไม่มีความเคลื่อนไหวมานานหลายปี กระเป๋านี้กลับมาใช้งานอีกครั้งในช่วง ปลายเดือนเมษายน 2026 โดยทำการขาย 10,000 ETH
ธุรกรรมนี้ถูกตรวจพบโดยแพลตฟอร์มติดตามธุรกรรม on‑chain และถูกแชร์อย่างรวดเร็วในหมู่เทรดเดอร์ ทำให้ตลาดเกิดความกังวลเรื่องแรงขายจากวาฬ
ในช่วงเวลาสั้น ๆ หลังการแจ้งเตือน ราคา ETH ปรับตัวลงประมาณ 1.5% เนื่องจากนักเทรดตอบสนองต่อการเคลื่อนย้ายเหรียญจำนวนมาก
ถึงแม้จะขายออกไป แต่การลงทุนเริ่มต้นเพียงหลักหมื่นดอลลาร์ก็ได้กลายเป็นกำไรระดับหลายสิบล้านดอลลาร์แล้ว
แทนที่จะออกจากตลาด เจ้าของกระเป๋ากลับเริ่ม ซื้อ ETH กลับมาใหม่ หลังจากการขายครั้งใหญ่
ข้อมูลจากแพลตฟอร์มวิเคราะห์บล็อกเชนระบุว่า นักลงทุนรายนี้ได้สะสมเพิ่มประมาณ
พฤติกรรมลักษณะนี้ในตลาดคริปโตมักเรียกว่า “buying the dip” หรือการเข้าซื้อเมื่อราคาปรับตัวลงหลังจากทำกำไรบางส่วนไปแล้ว
การเคลื่อนไหวของกระเป๋านี้ได้รับความสนใจเพราะมีลักษณะบางอย่างที่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นบวกต่อความเชื่อมั่นในตลาด
ด้วยเหตุนี้ บางคนจึงตีความว่าการซื้อครั้งใหม่อาจสะท้อนว่า ผู้ถือระยะยาวยังมองว่า ETH มีมูลค่าต่ำกว่าที่ควรในระดับราคาปัจจุบัน
กระเป๋าที่กลับมาเคลื่อนไหวนี้ไม่ใช่กรณีเดียวที่เกิดขึ้นในช่วงที่ราคาตลาดผันผวน
ตัวอย่างกิจกรรมจากวาฬรายอื่น ได้แก่
ธุรกรรมขนาดใหญ่เช่นนี้บางครั้งถูกมองว่าเป็นสัญญาณว่านักลงทุนเงินทุนสูงกำลัง สะสมสินทรัพย์ในช่วงตลาดปรับฐาน
แม้กิจกรรมของวาฬจะดึงดูดความสนใจของตลาด แต่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเตือนว่า พฤติกรรมของกระเป๋าเพียงใบเดียวไม่สามารถใช้ทำนายทิศทางตลาดทั้งหมดได้
เหตุผลสำคัญ ได้แก่
ตัวอย่างเช่น ในช่วงเวลาเดียวกัน ยังมีวาฬบางรายขาย 20,000 ETH มูลค่ากว่า $41 ล้าน ซึ่งเพิ่มแรงกดดันฝั่งขายในตลาด
การกลับมาของกระเป๋า Ethereum ที่เก่าเกือบทศวรรษสะท้อนให้เห็นว่า การลงทุนในคริปโตช่วงแรกสามารถสร้างผลตอบแทนมหาศาลได้เพียงใด และยังแสดงให้เห็นว่าผู้ถือระยะยาวยังคงมีบทบาทในการสร้างเรื่องเล่าในตลาด
แม้ว่าการซื้อกลับของกระเป๋านี้จะดูเหมือนเป็นสัญญาณเชิงบวกจากนักลงทุนยุคแรก แต่ในภาพรวมแล้ว ทิศทางของ Ethereum จะยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น
ดังนั้น การเคลื่อนไหวของวาฬรายหนึ่งอาจเป็นสัญญาณที่น่าสนใจ แต่ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายสำหรับอนาคตของราคา ETH