มาตรการทั่วประเทศมีผลวันที่ 22 มีนาคม โดยจำกัดการเติมสำหรับบุคคลทั่วไปไว้ที่ 50 ลิตรต่อวัน ส่วนบริษัท เกษตรกร และผู้ประกอบกิจการอื่น ๆ ซื้อได้สูงสุด 200 ลิตรต่อวัน รัฐบาลนำแนวทางพื้นฐานที่ MOL ใช้อยู่แล้วมาปรับใช้เป็นกฎกลางสำหรับผู้จำหน่ายทุกราย
เหตุผลสำคัญคือเชื้อเพลิงอาจยังมีอยู่ในคลังหรือในเครือข่ายกระจายสินค้า แต่สถานีแห่งหนึ่งก็ยังหมดชั่วคราวได้ หากลูกค้าซื้อเร็วกว่าอัตราที่รถขนส่งจะนำมาเติมใหม่ การจำกัดปริมาณต่อคนช่วยให้มีน้ำมันเหลือสำหรับลูกค้ารายอื่นมากขึ้น และลดแรงจูงใจให้ผู้ขับขี่เติมรถหรือภาชนะสำรองเพราะกลัวว่าจะเกิดการขาดแคลนรอบใหม่
ก่อนที่รัฐบาลจะประกาศกฎทั่วประเทศ MOL Slovenia ซึ่งเป็นผู้ค้าปลีกรายใหญ่ของประเทศ ได้จำกัดลูกค้าบุคคลไว้ที่ 30 ลิตรต่อครั้ง ขณะที่รถเชิงพาณิชย์และธุรกิจได้รับโควตาที่สูงกว่า Shell ก็ออกมาตรการจำกัดการขายเช่นกัน
บริษัทระบุว่าต้องการกระจายเชื้อเพลิงให้ลูกค้าเข้าถึงได้อย่างเป็นธรรม และป้องกันการขาดแคลนเฉพาะจุด ไม่ใช่ประกาศว่าสต็อกน้ำมันทั้งหมดของสโลวีเนียหมดลง
ความแตกต่างคือเพดานของ MOL ใช้ต่อการเข้าเติมแต่ละครั้ง ส่วนกฎของรัฐบาลกำหนดเป็นโควตารายวัน มาตรการเหล่านี้จึงเป็นเครื่องมือบริหารความต้องการระยะฉุกเฉิน เพื่อชะลอแรงซื้อที่ผิดปกติบริเวณสถานีบริการ ขณะผู้จัดจำหน่ายพยายามฟื้นการเติมสินค้าให้ทั่วถึง
แรงกดดันที่เกิดขึ้นกับสถานีบริการสโลวีเนียเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตพลังงานที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านตามรายงานที่ใช้ประกอบเรื่องนี้ ความไม่แน่นอนและการโจมตีในภูมิภาคทำให้การขนส่งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางพลังงานสำคัญ สะดุดลง
ปริมาณน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ผ่านช่องแคบดังกล่าวเคยเฉลี่ยประมาณ 18 ล้านบาร์เรลต่อวัน ก่อนเกิดสงคราม แต่ลดลงเหลือ 4.8 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกรกฎาคม และราว 2 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ตามข้อมูลที่ Reuters อ้างจาก Kpler
ขณะเดียวกัน กำลังการกลั่นในตะวันออกกลางลดลงจากระดับก่อนสงครามประมาณ 2.9 ล้านบาร์เรลต่อวันในไตรมาสสอง และคาดว่าจะยังขาดหายไปอีก 2.2 ล้านบาร์เรลต่อวันในไตรมาสสาม การโจมตีของยูเครนยังผลักให้กำลังการกลั่นของรัสเซียลดลงใกล้ระดับต่ำสุดในรอบเกือบสองทศวรรษ ส่วนการกลั่นและการส่งออกเชื้อเพลิงของจีนที่ลดลงยิ่งเพิ่มแรงตึงตัวให้ตลาด
ประเด็นนี้สำคัญเพราะน้ำมันเบนซินและดีเซลเป็น ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการกลั่น ไม่ใช่น้ำมันดิบโดยตรง หากโรงกลั่นเสียหายหรือหาน้ำมันดิบมาป้อนไม่ได้ ตลาดอาจขาดดีเซลแม้ยังมีน้ำมันดิบอยู่ในภูมิภาคอื่น ๆ ผลที่ตามมาคือราคาดีเซลยุโรปเพิ่มขึ้นมากกว่า 70% นับตั้งแต่เริ่มสงคราม และส่วนต่างราคาก๊าซออยล์ยุโรปเมื่อเทียบกับ Brent ทำสถิติสูงสุด
ราคาน้ำมันดิบกับราคาน้ำมันขายปลีกไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันเสมอไป เมื่อโรงกลั่นหยุดทำงาน เส้นทางขนส่งติดขัด สต็อกอยู่ในระดับต่ำ และค่าการกลั่นสูงขึ้น ราคาดีเซลอาจยังแพง แม้ราคาน้ำมันดิบอ้างอิงจะปรับลดลง
สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ หรือ EIA คาดว่า Brent จะมีราคาเฉลี่ย 103 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาสสองของปี 2026 ก่อนลดลงเหลือ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาสสี่ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนตลาดน้ำมันดิบที่ผันผวน ไม่ใช่ราคาที่ทรงตัวอยู่ใกล้ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แรงกดดันปลายทางเห็นได้ชัดจากค่าการกลั่น โดย Reuters รายงานว่าส่วนเพิ่มราคาก๊าซออยล์กำมะถันต่ำของยุโรปเหนือ Brent แตะ 74.66 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนกรกฎาคม ตัวชี้วัดนี้สะท้อนว่าดีเซลมีราคาแพงขึ้นมากเพียงใดเมื่อเทียบกับวัตถุดิบน้ำมันดิบ Goldman Sachs คาดว่าค่าการกลั่นเชื้อเพลิงสำเร็จรูปจะยังสูงตลอดปี 2026 เพราะตลาดผลิตภัณฑ์น้ำมันตึงตัวกว่าตลาดน้ำมันดิบ
ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคตอบสนองด้วยมาตรการหลายรูปแบบ ทั้งการควบคุมราคา การปรับภาษี และการจัดการอุปทานฉุกเฉิน เอกสารของสภาสหภาพยุโรประบุว่า ราคาดีเซลในโครเอเชียอยู่ที่ 1.88 ยูโรต่อลิตร ณ วันที่ 30 มีนาคม ขณะที่ข้อมูลตลาดช่วงกลางเดือนสิงหาคมระบุค่าเฉลี่ยใกล้ 1.835 ยูโรต่อลิตร
มอลโดวาเผชิญแรงกดดันด้านโลจิสติกส์และราคาในลักษณะที่เกี่ยวข้องกัน โดยราคาดีเซลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.62 ยูโรต่อลิตรในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม และรัฐบาลประกาศภาวะเตือนภัยด้านพลังงานและการจัดการน้ำเป็นเวลา 30 วัน หลังมีรายงานว่าสถานีบริการหลายสิบแห่งไม่มีดีเซลเหลือ
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศในยุโรปเผชิญปัญหาแบบเดียวกัน หรือมีราคาน้ำมันเดียวกันทั้งทวีป แต่สะท้อนว่าความเสียหายของโรงกลั่น ข้อจำกัดด้านการขนส่ง และนโยบายควบคุมราคาในแต่ละประเทศสร้างผลลัพธ์แตกต่างกันไป
แหล่งข้อมูลที่มีอยู่ยืนยันชัดเจนถึงการเริ่มใช้โควตา 50 และ 200 ลิตรในวันที่ 22 มีนาคม รวมถึงเหตุผลที่ผู้จำหน่ายเริ่มจำกัดการขายก่อนหน้านั้น อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานที่หนักแน่นพอสำหรับยืนยันว่า สโลวีเนียยกเลิกมาตรการอย่างเป็นทางการในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ดังนั้นวันที่ดังกล่าวควรถูกระบุว่า ยังไม่ยืนยัน ไม่ใช่นำเสนอเป็นข้อเท็จจริงที่ปิดจบแล้ว
บทเรียนจากกรณีนี้คือ วิกฤตเชื้อเพลิงอาจเริ่มต้นด้วยปั๊มที่ไม่มีน้ำมัน คิวยาว และข้อจำกัดการซื้อ ก่อนจะกลายเป็นปัญหาสต็อกระดับประเทศ สโลวีเนียจึงใช้มาตรการเพื่อชะลอความต้องการที่พุ่งผิดปกติและรักษาน้ำมันให้กระจายไปยังสถานีต่าง ๆ ระหว่างที่ระบบจัดส่งกำลังปรับตัว
ส่วนปัญหาราคาน้ำมันในยุโรปมีรากลึกกว่า เพราะเกี่ยวข้องกับโรงกลั่นที่เสียหาย เส้นทางเดินเรือที่ติดขัด และการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ลดลง คอขวดเหล่านี้อาจใช้เวลาซ่อมแซมนานกว่าการหยุดชะงักในช่วงแรกจะเกิดขึ้นมาก
มาตรการทั่วประเทศมีผลวันที่ 22 มีนาคม โดยจำกัดการเติมสำหรับบุคคลทั่วไปไว้ที่ 50 ลิตรต่อวัน ส่วนบริษัท เกษตรกร และผู้ประกอบกิจการอื่น ๆ ซื้อได้สูงสุด 200 ลิตรต่อวัน รัฐบาลนำแนวทางพื้นฐานที่ MOL ใช้อยู่แล้วมาปรับใช้เป็นกฎกลางสำหรับผู้จำหน่ายทุกราย
เหตุผลสำคัญคือเชื้อเพลิงอาจยังมีอยู่ในคลังหรือในเครือข่ายกระจายสินค้า แต่สถานีแห่งหนึ่งก็ยังหมดชั่วคราวได้ หากลูกค้าซื้อเร็วกว่าอัตราที่รถขนส่งจะนำมาเติมใหม่ การจำกัดปริมาณต่อคนช่วยให้มีน้ำมันเหลือสำหรับลูกค้ารายอื่นมากขึ้น และลดแรงจูงใจให้ผู้ขับขี่เติมรถหรือภาชนะสำรองเพราะกลัวว่าจะเกิดการขาดแคลนรอบใหม่
ก่อนที่รัฐบาลจะประกาศกฎทั่วประเทศ MOL Slovenia ซึ่งเป็นผู้ค้าปลีกรายใหญ่ของประเทศ ได้จำกัดลูกค้าบุคคลไว้ที่ 30 ลิตรต่อครั้ง ขณะที่รถเชิงพาณิชย์และธุรกิจได้รับโควตาที่สูงกว่า Shell ก็ออกมาตรการจำกัดการขายเช่นกัน
บริษัทระบุว่าต้องการกระจายเชื้อเพลิงให้ลูกค้าเข้าถึงได้อย่างเป็นธรรม และป้องกันการขาดแคลนเฉพาะจุด ไม่ใช่ประกาศว่าสต็อกน้ำมันทั้งหมดของสโลวีเนียหมดลง
ความแตกต่างคือเพดานของ MOL ใช้ต่อการเข้าเติมแต่ละครั้ง ส่วนกฎของรัฐบาลกำหนดเป็นโควตารายวัน มาตรการเหล่านี้จึงเป็นเครื่องมือบริหารความต้องการระยะฉุกเฉิน เพื่อชะลอแรงซื้อที่ผิดปกติบริเวณสถานีบริการ ขณะผู้จัดจำหน่ายพยายามฟื้นการเติมสินค้าให้ทั่วถึง
แรงกดดันที่เกิดขึ้นกับสถานีบริการสโลวีเนียเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตพลังงานที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านตามรายงานที่ใช้ประกอบเรื่องนี้ ความไม่แน่นอนและการโจมตีในภูมิภาคทำให้การขนส่งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางพลังงานสำคัญ สะดุดลง
ปริมาณน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ผ่านช่องแคบดังกล่าวเคยเฉลี่ยประมาณ 18 ล้านบาร์เรลต่อวัน ก่อนเกิดสงคราม แต่ลดลงเหลือ 4.8 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกรกฎาคม และราว 2 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ตามข้อมูลที่ Reuters อ้างจาก Kpler
ขณะเดียวกัน กำลังการกลั่นในตะวันออกกลางลดลงจากระดับก่อนสงครามประมาณ 2.9 ล้านบาร์เรลต่อวันในไตรมาสสอง และคาดว่าจะยังขาดหายไปอีก 2.2 ล้านบาร์เรลต่อวันในไตรมาสสาม การโจมตีของยูเครนยังผลักให้กำลังการกลั่นของรัสเซียลดลงใกล้ระดับต่ำสุดในรอบเกือบสองทศวรรษ ส่วนการกลั่นและการส่งออกเชื้อเพลิงของจีนที่ลดลงยิ่งเพิ่มแรงตึงตัวให้ตลาด
ประเด็นนี้สำคัญเพราะน้ำมันเบนซินและดีเซลเป็น ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการกลั่น ไม่ใช่น้ำมันดิบโดยตรง หากโรงกลั่นเสียหายหรือหาน้ำมันดิบมาป้อนไม่ได้ ตลาดอาจขาดดีเซลแม้ยังมีน้ำมันดิบอยู่ในภูมิภาคอื่น ๆ ผลที่ตามมาคือราคาดีเซลยุโรปเพิ่มขึ้นมากกว่า 70% นับตั้งแต่เริ่มสงคราม และส่วนต่างราคาก๊าซออยล์ยุโรปเมื่อเทียบกับ Brent ทำสถิติสูงสุด
ราคาน้ำมันดิบกับราคาน้ำมันขายปลีกไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันเสมอไป เมื่อโรงกลั่นหยุดทำงาน เส้นทางขนส่งติดขัด สต็อกอยู่ในระดับต่ำ และค่าการกลั่นสูงขึ้น ราคาดีเซลอาจยังแพง แม้ราคาน้ำมันดิบอ้างอิงจะปรับลดลง
สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ หรือ EIA คาดว่า Brent จะมีราคาเฉลี่ย 103 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาสสองของปี 2026 ก่อนลดลงเหลือ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาสสี่ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนตลาดน้ำมันดิบที่ผันผวน ไม่ใช่ราคาที่ทรงตัวอยู่ใกล้ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แรงกดดันปลายทางเห็นได้ชัดจากค่าการกลั่น โดย Reuters รายงานว่าส่วนเพิ่มราคาก๊าซออยล์กำมะถันต่ำของยุโรปเหนือ Brent แตะ 74.66 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนกรกฎาคม ตัวชี้วัดนี้สะท้อนว่าดีเซลมีราคาแพงขึ้นมากเพียงใดเมื่อเทียบกับวัตถุดิบน้ำมันดิบ Goldman Sachs คาดว่าค่าการกลั่นเชื้อเพลิงสำเร็จรูปจะยังสูงตลอดปี 2026 เพราะตลาดผลิตภัณฑ์น้ำมันตึงตัวกว่าตลาดน้ำมันดิบ
ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคตอบสนองด้วยมาตรการหลายรูปแบบ ทั้งการควบคุมราคา การปรับภาษี และการจัดการอุปทานฉุกเฉิน เอกสารของสภาสหภาพยุโรประบุว่า ราคาดีเซลในโครเอเชียอยู่ที่ 1.88 ยูโรต่อลิตร ณ วันที่ 30 มีนาคม ขณะที่ข้อมูลตลาดช่วงกลางเดือนสิงหาคมระบุค่าเฉลี่ยใกล้ 1.835 ยูโรต่อลิตร
มอลโดวาเผชิญแรงกดดันด้านโลจิสติกส์และราคาในลักษณะที่เกี่ยวข้องกัน โดยราคาดีเซลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.62 ยูโรต่อลิตรในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม และรัฐบาลประกาศภาวะเตือนภัยด้านพลังงานและการจัดการน้ำเป็นเวลา 30 วัน หลังมีรายงานว่าสถานีบริการหลายสิบแห่งไม่มีดีเซลเหลือ
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศในยุโรปเผชิญปัญหาแบบเดียวกัน หรือมีราคาน้ำมันเดียวกันทั้งทวีป แต่สะท้อนว่าความเสียหายของโรงกลั่น ข้อจำกัดด้านการขนส่ง และนโยบายควบคุมราคาในแต่ละประเทศสร้างผลลัพธ์แตกต่างกันไป
แหล่งข้อมูลที่มีอยู่ยืนยันชัดเจนถึงการเริ่มใช้โควตา 50 และ 200 ลิตรในวันที่ 22 มีนาคม รวมถึงเหตุผลที่ผู้จำหน่ายเริ่มจำกัดการขายก่อนหน้านั้น อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานที่หนักแน่นพอสำหรับยืนยันว่า สโลวีเนียยกเลิกมาตรการอย่างเป็นทางการในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ดังนั้นวันที่ดังกล่าวควรถูกระบุว่า ยังไม่ยืนยัน ไม่ใช่นำเสนอเป็นข้อเท็จจริงที่ปิดจบแล้ว
บทเรียนจากกรณีนี้คือ วิกฤตเชื้อเพลิงอาจเริ่มต้นด้วยปั๊มที่ไม่มีน้ำมัน คิวยาว และข้อจำกัดการซื้อ ก่อนจะกลายเป็นปัญหาสต็อกระดับประเทศ สโลวีเนียจึงใช้มาตรการเพื่อชะลอความต้องการที่พุ่งผิดปกติและรักษาน้ำมันให้กระจายไปยังสถานีต่าง ๆ ระหว่างที่ระบบจัดส่งกำลังปรับตัว
ส่วนปัญหาราคาน้ำมันในยุโรปมีรากลึกกว่า เพราะเกี่ยวข้องกับโรงกลั่นที่เสียหาย เส้นทางเดินเรือที่ติดขัด และการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ลดลง คอขวดเหล่านี้อาจใช้เวลาซ่อมแซมนานกว่าการหยุดชะงักในช่วงแรกจะเกิดขึ้นมาก