NASA ประสบความสำเร็จในการส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Nancy Grace Roman ขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวด Falcon Heavy ของ SpaceX จากฐานปล่อย Launch Complex 39A ที่ศูนย์อวกาศเคนเนดี รัฐฟลอริดา เมื่อเวลา 7:26 น. ตามเวลา EDT วันที่ 30 สิงหาคม 2026 หลังจากนั้น 31 นาที ยานหอดูดาวก็แยกตัวออกจากจรวดสำเร็จในเวลา 7:57 น. และเริ่มเดินทางด้วยตัวเอง
2
11
18
ปลายทางของ Roman คือจุดลากร็องฌ์ที่ 2 ระหว่างดวงอาทิตย์กับโลก หรือ L2 ซึ่งอยู่ห่างจากโลกราว 1 ล้านไมล์ จุดดังกล่าวเป็นบริเวณที่ยานสามารถโคจรสัมพันธ์กับโลกและดวงอาทิตย์ได้อย่างเหมาะสม โดยอยู่ในย่านวงโคจรสุริยะเดียวกับกล้องโทรทรรศน์อวกาศ James Webb แม้ทั้งสองจะไม่ได้อยู่ตำแหน่งเดียวกัน
1
11
23
ทำไมการปล่อย Roman จึงสำคัญ
Roman ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อมาแทนที่ Hubble หรือ Webb แต่เป็นหอดูดาวคนละประเภทกัน Webb เหมาะกับการเจาะดูเป้าหมายบางแห่งด้วยรายละเอียดสูง ขณะที่จุดแข็งของ Roman คือการกวาดสำรวจพื้นที่ท้องฟ้าขนาดใหญ่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อมองเห็นรูปแบบและการเปลี่ยนแปลงที่การสังเกตแบบเจาะจงอาจพลาดไป
ด้วยมุมมองอินฟราเรดแบบกว้าง Roman จะช่วยให้นักดาราศาสตร์ทำแผนที่กาแล็กซีหลายพันล้านแห่งและประชากรดาวฤกษ์จำนวนมหาศาล ภารกิจนี้ยังมุ่งศึกษาดาวเคราะห์นอกระบบ ซูเปอร์โนวา การขยายตัวของเอกภพ และธรรมชาติของพลังงานมืด ซึ่งเป็นหนึ่งในปริศนาสำคัญของจักรวาล
8
18
21
สำรวจการขยายตัวของจักรวาลและสสารมืด
การสำรวจในวงกว้างของ Roman จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ติดตามประวัติการขยายตัวของเอกภพ โดยอาศัยข้อมูลจากซูเปอร์โนวา การกระจายตัวของกาแล็กซี และปรากฏการณ์เลนส์ความโน้มถ่วง ซึ่งเป็นวิธีวัดที่เป็นอิสระต่อกัน
ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยทดสอบว่าโครงสร้างของจักรวาลเปลี่ยนแปลงมาอย่างไร และพลังงานมืดซึ่งเกี่ยวข้องกับการขยายตัวของเอกภพนั้นมีค่าคงที่หรือเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา
สสารมืดก็เป็นเป้าหมายสำคัญเช่นกัน สสารมืดไม่เปล่งแสงหรือสะท้อนแสงในแบบที่เราตรวจจับได้ตามปกติ แต่แรงโน้มถ่วงของมันส่งผลต่อรูปร่างและตำแหน่งของกาแล็กซีที่มองเห็นได้ Roman จะวัดการบิดเบือนเหล่านี้จากตัวอย่างกาแล็กซีจำนวนมหาศาล เพื่อช่วยทำแผนที่สสารที่มองไม่เห็นซึ่งกำลังมีอิทธิพลต่อจักรวาลที่เราสังเกตได้
ค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบด้วยสองวิธี
Roman จะค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบด้วยวิธีที่เหมาะกับการสำรวจเชิงสถิติขนาดใหญ่ วิธีแรกคือการสังเกตการผ่านหน้า หรือ transit ซึ่งตรวจจับการหรี่ลงเล็กน้อยของแสงดาวเมื่อมีดาวเคราะห์เคลื่อนผ่านด้านหน้า
อีกวิธีคือไมโครเลนส์ความโน้มถ่วง ซึ่งอาศัยการสว่างขึ้นชั่วคราวของดาวฤกษ์ที่อยู่ไกลกว่า เมื่อดาวฤกษ์ที่อยู่ด้านหน้า—และอาจมีดาวเคราะห์โคจรอยู่—บิดเส้นทางแสงด้วยแรงโน้มถ่วง
ประมาณการของภารกิจระบุว่า Roman อาจตรวจพบดาวเคราะห์ได้หลายพันดวง และพบผู้สมัครดาวเคราะห์นอกระบบที่ผ่านหน้าดาวมากกว่า 100,000 ดวง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้เป็นการคาดการณ์ ไม่ใช่ผลการค้นพบที่เกิดขึ้นแล้ว
8
15
การสำรวจด้วยไมโครเลนส์คาดว่าจะมีประโยชน์เป็นพิเศษต่อการค้นหาโลกมวลต่ำที่อยู่ห่างไกล รวมถึงดาวเคราะห์ที่อาจไม่ได้ถูกแรงโน้มถ่วงผูกไว้กับดาวฤกษ์ใดเลย หรือที่เรียกกันว่า “ดาวเคราะห์พเนจร”
ทำงานร่วมกับ Webb, Euclid และ Rubin
คุณค่าทางวิทยาศาสตร์ของ Roman จะเพิ่มขึ้นเมื่อข้อมูลถูกนำไปผสานกับการสังเกตจากหอดูดาวอื่น ๆ โดย Webb สามารถติดตามศึกษากาแล็กซี ดาวฤกษ์ และระบบดาวเคราะห์บางเป้าหมายด้วยภาพอินฟราเรดความละเอียดสูง
ขณะเดียวกัน ภารกิจ Euclid ขององค์การอวกาศยุโรป หรือ ESA ทำการสำรวจท้องฟ้าในวงกว้างเพื่อศึกษาสิ่งที่เรียกว่า “จักรวาลมืด” ส่วนหอดูดาว Vera C. Rubin ในชิลีจะเก็บข้อมูลเชิงแสงจากภาคพื้นดิน ครอบคลุมวัตถุที่เปลี่ยนแปลงและโครงสร้างขนาดใหญ่ของจักรวาล
เมื่อนำข้อมูลเหล่านี้มารวมกัน นักดาราศาสตร์จะสามารถเชื่อมโยงแผนที่เชิงสถิติขนาดใหญ่เข้ากับการศึกษาวัตถุแต่ละเป้าหมายอย่างละเอียด วิธีนี้มีความสำคัญต่อการแยกแยะคำอธิบายต่าง ๆ เกี่ยวกับการเร่งตัวของการขยายตัวของเอกภพ ติดตามสสารมืดผ่านผลกระทบทางแรงโน้มถ่วง และคัดเลือกดาวเคราะห์นอกระบบที่น่าสนใจเพื่อศึกษาเพิ่มเติม
หลังจากแยกตัวจากจรวดแล้วจะเกิดอะไรขึ้น
การแยกตัวจากจรวดถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการปล่อย แต่ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของภารกิจ Roman ต้องเดินทางต่อไปยัง L2 กางแผงพลังงาน ตรวจสอบระบบต่าง ๆ และผ่านขั้นตอนทดสอบการทำงานก่อนจะเริ่มสังเกตการณ์ทางวิทยาศาสตร์เป็นประจำ
NASA ระบุว่า Roman จะมุ่งหน้าไปยังจุด L2 ขณะที่ Association of Universities for Research in Astronomy หรือ AURA ระบุว่าเส้นทางช่วงแรกเป็นการเดินทางประมาณ 30 วันไปยังบริเวณดังกล่าว
1
11
26
การปล่อยครั้งนี้ยังโดดเด่นจากกำหนดการที่เร็วเป็นพิเศษ NASA ประกาศเป้าหมายการปล่อยวันที่ 30 สิงหาคม 2026 ในเดือนมิถุนายน และระบุว่าเร็วกว่าเป้าหมายเดิมประมาณ 8 เดือน
5
17 ขณะที่รายงานอีกฉบับกล่าวถึงกรอบวันพร้อมปล่อยเดิมในเดือนพฤษภาคม 2027 ทั้งนี้ การเปรียบเทียบดังกล่าวเกี่ยวข้องกับคำศัพท์และฐานกำหนดการคนละแบบ จึงไม่ควรถือว่าเป็นคำมั่นสัญญาการปล่อยที่มีความหมายเหมือนกันทุกประการ
19
Nancy Grace Roman คือใคร
กล้องโทรทรรศน์นี้ตั้งชื่อตาม Nancy Grace Roman หัวหน้านักดาราศาสตร์คนแรกของ NASA และผู้สนับสนุนคนสำคัญในยุคแรกของดาราศาสตร์อวกาศ งานบริหารและการผลักดันด้านวิทยาศาสตร์ของเธอช่วยวางรากฐานเชิงสถาบันและวิชาการให้กับหอดูดาวอวกาศขนาดใหญ่ รวมถึงความพยายามที่นำไปสู่การสร้าง Hubble
การตั้งชื่อภารกิจตาม Roman จึงเป็นการยกย่องบทบาทพื้นฐานของเธอ ขณะที่หอดูดาวแห่งนี้กำลังเริ่มต้นการสำรวจจักรวาลในแบบของตัวเอง
การปล่อย Roman เปลี่ยนโครงการพัฒนาที่ใช้เวลาหลายปีให้กลายเป็นยานอวกาศที่กำลังมุ่งหน้าไปยัง L2 สิ่งที่ภารกิจสัญญาไว้ไม่ใช่เพียงภาพถ่ายหนึ่งภาพหรือการค้นพบใดการค้นพบหนึ่ง แต่คือชุดข้อมูลมหาศาลเกี่ยวกับกาแล็กซี ดาวฤกษ์ เหตุการณ์ชั่วคราว และระบบดาวเคราะห์ ซึ่งอาจช่วยให้นักดาราศาสตร์มองเห็นภาพกว้างขึ้นว่าเอกภพก่อตัว เปลี่ยนแปลง และยังคงวิวัฒน์ต่อไปอย่างไร