ผู้ใช้ Google Earth เวอร์ชันเบราว์เซอร์สามารถซูมไปยังจุดใดก็ได้บนโลก แตะ “create image” แล้วพิมพ์คำสั่งที่ต้องการ ภาพที่ได้จะเป็นฉากเสมือนจริงซึ่งอ้างอิงภูมิประเทศและพิกัดจากข้อมูลของ Google Earth
Google เปิดตัวฟีเจอร์นี้โดยมองว่าอาจใช้เพื่อ “จินตนาการภาพในอดีต วางแผนอสังหาริมทรัพย์ และอื่น ๆ” ทว่าเทคโนโลยีเดียวกันนี้ก็สามารถเปลี่ยนสถานที่จริงให้กลายเป็นฉากสงคราม การโจมตี หรือภัยพิบัติที่ไม่เคยเกิดขึ้นได้
นักข่าวและนักวิจัยรีบทดสอบขอบเขตของเครื่องมือ และพบผลลัพธ์ที่น่ากังวลหลายกรณี ได้แก่
ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การสร้างภาพปลอมเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การนำภาพสังเคราะห์ไปผูกเข้ากับพิกัดจริงและแผนที่ดาวเทียมจริง
นักสืบสวนข่าวกรองจากแหล่งข้อมูลเปิด หรือ OSINT (open-source intelligence) และนักวิเคราะห์ภูมิสารสนเทศใช้ภาพดาวเทียมเพื่อตรวจสอบสงคราม ภัยพิบัติ และการละเมิดสิทธิมนุษยชนมาโดยตลอด เมื่อภาพปลอมถูกวางบนภูมิประเทศจริง ภาพนั้นจึงอาจได้รับความน่าเชื่อถือจากแผนที่ที่อยู่ด้านหลังโดยอัตโนมัติ
Henk van Ess อธิบายกับ BBC Verify ว่าเครื่องมือนี้ “เชื่อมภาพที่แต่งขึ้นเข้ากับพิกัดจริง และวางลงบนภาพจริง” ดังนั้น “ภาพปลอมไม่จำเป็นต้องดูน่าเชื่อถือด้วยตัวมันเอง เพราะมันยืมความน่าเชื่อถือมาจากแผนที่ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของภาพนั้น”
Brady Africk นักวิเคราะห์วิจัยจาก American Enterprise Institute กล่าวว่า ภาพปลอมเหล่านี้ “ถูกยึดโยงกับภาพดาวเทียมจริง ทำให้สัญญาณที่มักบอกว่าเป็นภาพ AI เช่น ภูมิประเทศหรือสเกลที่ไม่สอดคล้องกัน ลดน้อยลง” และเตือนว่า “มีคนจำนวนน้อยมากที่ตรวจสอบว่าภาพเป็น AI หรือไม่ ก่อนเลื่อนผ่านหรือแชร์ต่อ”
Ben Heubl ผู้สื่อข่าวสายสืบสวนเขียนว่า เครื่องมือนี้สามารถสร้างภาพการโจมตีด้วยโดรนที่ดู “ใกล้เคียงอย่างมากกับสิ่งที่เราเคยเห็นในยูเครน รัสเซีย ตะวันออกกลาง และพื้นที่ความขัดแย้งอื่น ๆ”
Henry Ajder นักวิจัยด้านการตรวจจับเนื้อหา AI เตือนว่า ภาพปลอมในพื้นที่ความขัดแย้งที่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงรวดเร็วอาจทำให้เกิดความปั่นป่วนอย่างมาก เพราะพื้นที่ที่ผู้คนยังเชื่อว่า “ปลอดจาก AI” มีความสำคัญต่อผู้สื่อข่าวและผู้ที่ทำงานอยู่แนวหน้าในวิกฤตที่กำลังดำเนินอยู่
Google ระบุว่ามีระบบป้องกันหลักสองส่วน
อย่างไรก็ตาม การทดสอบของผู้สื่อข่าวพบข้อจำกัดสำคัญหลายประการ
เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาที่ลึกกว่าฟีเจอร์หนึ่งของ Google Earth ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ภาพดาวเทียมถูกมองว่าเป็นหลักฐานที่น่าเชื่อถืออย่างยิ่งในงานข่าว การตรวจสอบอาชญากรรมสงคราม และภารกิจด้านมนุษยธรรม
Bill Greer นักวิเคราะห์ภูมิสารสนเทศและผู้ร่วมก่อตั้ง Common Space กล่าวกับ BBC Verify ว่า เรื่องนี้อาจกระทบความเชื่อมั่นของสาธารณชนเป็นพิเศษ เพราะภาพดาวเทียมเคยถูกมองว่าเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าไว้วางใจอย่างสูง
Greer ยังระบุว่า ภาพดาวเทียมปลอมถูกใช้เผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนมาแล้ว และเมื่อรัฐบาลต่าง ๆ จำกัดการเข้าถึงข้อมูล ผู้คนอาจได้เห็นภาพปลอมมากขึ้น ขณะที่ภาพจริงมีน้อยลง ซึ่งจะยิ่งกัดกร่อนความเชื่อมั่น
Ajder เสริมว่า ฟีเจอร์นี้เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่แหล่งข้อมูลซึ่งเคยได้รับความไว้วางใจกำลังถูกบั่นทอน เพราะผู้คนเริ่มสงสัยอยู่ตลอดเวลาว่า AI อาจเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่
Google ประกาศถอนฟีเจอร์ดังกล่าวในข้อความที่โพสต์บน X เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2026 โดยระบุว่า:
“เราเห็นผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิสารสนเทศใช้ฟีเจอร์นี้เพื่อประโยชน์หลายรูปแบบ อย่างไรก็ตาม เรายังพบผู้คนแชร์ภาพหน้าจอของภาพที่สร้างขึ้นซึ่งดูเหมือนจะละเมิดนโยบายของเรา เราทราบดีว่าผู้คนมีความเชื่อมั่นต่อ Google Earth เป็นพิเศษในฐานะแหล่งมุมมองที่เชื่อถือได้ของโลก เราจึงกำลังย้อนกลับฟีเจอร์นี้ใน Google Earth ระหว่างที่ดำเนินการติดตั้งมาตรการป้องกันที่เข้มงวดยิ่งขึ้น”
Google ยังไม่ได้ประกาศกำหนดเวลาว่าฟีเจอร์นี้จะกลับมาเมื่อใด หรือมาตรการป้องกันชุดใหม่จะมีรายละเอียดอย่างไร เหตุการณ์นี้จึงกลายเป็นกรณีศึกษาว่า ฟีเจอร์ AI ที่ตั้งใจให้ผู้ใช้สร้างสรรค์ภาพและสำรวจโลก อาจทำลายความไว้วางใจต่อแพลตฟอร์มที่นักข่าว นักวิจัย และสาธารณชนใช้เป็นจุดอ้างอิงของโลกจริงได้รวดเร็วเพียงใด